Page 97 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 97

หน้ า  | ๘๓



               และญาติ ๆ ของผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้คัดค้านโต้แย้งแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมฉบับลง

               วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ซึ่งในหนังสือยินยอมฉบับดังกล่าว มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่าเพื่อพัฒนาแหล่งน้ําที่
               อยู่ติดกับที่ดินที่ข้าพเจ้าครอบครองอยู่ โดยข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเพื่อขอรับค่าชดเชยใดๆ อันเป็นผลมาจากการ

               พัฒนาดังกล่าว เมื่อนําข้อความในหนังสือการแปลเจตนาของคู่สัญญา และข้อเท็จจริงอื่นๆ ทั้งหมดมาพิจารณา
               ประกอบกันแล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับพวก ขุดเอาดินของผู้ฟ้องคดีขยายลําห้วย

               พะเนียงก็เป็นผลมาจากการพัฒนาแหล่งน้ําพะเนียง  ตามข้อความในหนังสือยินยอมเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ําในเขต
               จังหวัดหนองบัวลําภู ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ดังกล่าว อันเป็นการแสดงเจตนายินยอมยกที่ดินให้แก่ทาง

               ราชการหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ํา (ขยายลําห้วยพะเนียง)โดยไม่เรียกร้องค่าชดเชยใดๆ และการยก

               ที่ดินให้พัฒนาแหล่งน้ําขยายลําห้วยพะเนียงของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว  เป็นการยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์
               ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า ไม่จําต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์ตาม

               กฎหมายแล้ว ทั้งนี้โดยอาศัยหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน ฉะนั้น

               การกระทําของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับพวกจึงไม่เป็นการกระทําละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดี เพราะผู้ฟ้องคดีได้ให้ความ
               ยินยอมและแสดงเจตนาไม่ขอเรียกร้องค่าชดเชยใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือฉบับดังกล่าวแล้วอีกทั้งการที่ทาง

               ราชการทําการพัฒนาลําห้วยพะเนียง ทําให้สามารถกักเก็บน้ําไว้ใช้ประโยชน์มากขึ้น และลดปัญหาน้ําท่วมในฤดู
               ฝน นอกจากนี้การมีถนนเลียบลําห้วย  ก็ทําให้ผู้ฟ้องคดีสามารถลําเลียงขนย้ายผลผลิตทางการเกษตรได้สะดวก

               มากขึ้น  และเป็นเหตุให้ที่ดินส่วนที่เหลือของผู้ฟ้องคดีมีมูลค่าราคาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม การที่ผู้ฟ้องคดีได้รับประโยชน์
               จากการขุดลอกขยายลําห้วยพะเนียงหลายประการดังกล่าวข้างต้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ควรที่จะได้รับการชดใช้

               ค่าเสียหายเต็มตามจํานวนที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาควรได้รับเพียง ๒๕,๐๐๐ บาท ขอศาลปกครองสูงสุด

               พิพากษากลับคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยให้ยกคําฟ้องของผู้ฟ้องคดีเสีย
                              ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีเห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาของศาลในส่วนที่พิพากษาว่าการ

               กระทําของผู้ถูกฟ้องคดีที่ทําการขุดที่ดินเพื่อขยายเป็นคลองและนําดินมาถมเป็นถนนคันคลองของผู้ถูกฟ้องคดีเป็น

               การกระทําละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และกําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดียังไม่อาจเห็น
               พ้องด้วยกับคําพิพากษาที่กําหนดค่าเสียหายให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีในราคาที่ดินตารางวาละ ๑๐๐

               บาท เนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๕ ตารางวา เป็นเงินเพียง ๑๕๓,๕๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ค่าทดแทนที่ผู้ฟ้องคดี
               เรียกร้องจากผู้ถูกฟ้องคดีในอัตราราคาที่ดินเมื่อคํานวณแล้ว ผู้ฟ้องคดีประสงค์เรียกค่าทดแทนในอัตราตารางวาละ

               ประมาณ ๒๖๐ บาท ซึ่งเป็นราคาและคําขอที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดี
               นี้แล้ว การกําหนดค่าทดแทนความเสียหายในอัตราที่สูงกว่าราคาประเมิน นอกจากจะเป็นการกําหนดราคาตาม

               จริงแล้ว ยังเป็นไปเพื่อเป็นการกําหนดบทลงโทษให้ผู้ถูกฟ้องคดีหลาบจําในการกระทําละเมิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ค่า

               ทดแทนและค่าเสียหายดังกล่าวจึงมิใช่เป็นค่าทดแทนที่คํานึงถึงแต่ความเสียหายและประโยชน์ต่อสังคม ขอศาล
               ปกครองสูงสุดแก้คําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จากเดิมที่พิพากษาให้ตารางวาละ ๑๐๐ บาท เนื้อที่ ๓ ไร่ ๓

               งาน ๓๕ ตารางวา เป็นเงิน ๑๕๓,๕๐๐ บาท เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี  ในอัตราตารางวาละ

               ๒๖๐ บาท ในที่ดินเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๕ ตารางวา เป็นเงิน ๓๙๙,๑๐๐ บาท โดยเพิ่มจากที่ศาลปกครองชั้นต้น
               กําหนดให้เป็นเงินทั้งสิ้น ๒๔๕,๖๐๐ บาท





                         รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”
   92   93   94   95   96   97   98   99   100   101   102