Page 317 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 317
ผ - | ๑๘๑
บุญ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะนั้น และเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ร่วมนําชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินครบถ้วนทุกด้าน
รวมทั้งเมื่อรวมเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนเข้ากับเนื้อที่ที่ดินคงเหลือเข้าด้วยกันแล้ว จะได้เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ตามเนื้อที่ที่ระบุไว้ใน
น.ส.๓ เลขที่ ๔๙ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงต้องรับฟังว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนเนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๕๙ ตารางวา
ตามผลการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของเจ้าหน้าที่สํานักงานที่ดิน จังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาสิชล และเมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี
อ้างว่า เจ้าหน้าที่ทําการรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ถูกเวนคืนไม่ถูกต้อง ผู้ฟ้องคดี จึงมีหน้าที่นําเสนอพยานหลักฐานต่อศาล
เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้ตามข้อ ๖๔ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วย วิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้ฟ้องคดีให้ถ้อยคําต่อศาล เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ ว่า ผู้
ฟ้องคดีจะไปดําเนินการยื่นคําขอรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ที่ดินต่อเจ้าหน้าที่สํานักงานที่ดินฯ ว่าหลังแบ่งหักเนื้อที่ในส่วนที่ถูก
เวนคืนเนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๕๙ ตารางวาแล้ว ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่คงเหลือเท่าใด และผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นคําขอรังวัด
ตรวจสอบเนื้อที่ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามที่ได้แจ้งต่อศาล เพียงแต่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน
๒๕๕๑ แจ้งต่อศาลว่า ผู้ฟ้องคดีร่วมกับเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ประกอบด้วย นายประวัติ หัวหน้าส่วนดูแลโครงการ
ชลประทานส่วนคลองท่าทน นายสุนทรหัวหน้าดูแลบํารุงรักษาโครงการคลองท่าทน และ นายอนันต์ นายช่างสํารวจ
และตรวจสอบแนวเขตชลประทานที่ ๑๕ ได้ทําการสํารวจโดยส่องกล้องรังวัดและปักหลักแสดงแนวเขตชลประทานแล้ว
ได้เนื้อที่ที่ดินที่เป็นเขตชลประทาน ๒ ไร่ ๒ งานเศษ ซึ่งใกล้เคียงกับเนื้อที่ที่เจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทําการรังวัดไว้กรณีจึงต้อง
รับฟังว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืน ๒ ไร่ ๒ งาน ๕๙ ตารางวา ตามผลการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของเจ้าหน้าที่สํานักงาน
ที่ดิน จังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาสิชล ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืน เนื้อที่ ๔ ไร่ ๕๐.๒๘
ตารางวา จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้
สําหรับประเด็นที่ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกําหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนให้ผู้ฟ้องคดีถูกต้อง
และเป็นธรรมหรือไม่ และหากไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมผู้ฟ้องคดี ควรได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวเพิ่มขึ้นหรือไม่
เพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๔๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช
๒๕๔๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่มีผลบังคับใช้ในขณะเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้ กําหนดว่า การกําหนด
เงินค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ นั้น ต้องกําหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคํานึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติการ
ได้มา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ และความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน และตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง แห่ง
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ กําหนดว่า เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงิน
ค่าทดแทนตามมาตรา ๑๘ นั้น ถ้ามิได้กําหนดไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใด
โดยเฉพาะแล้ว ให้กําหนดโดยคํานึงถึง (๑) ราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่ จะต้องเวนคืน
ตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ (๒) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้ เพื่อประโยชน์แก่การเสีย
ภาษีบํารุงท้องที่ (๓) ราคาประเมินทุนทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ์และนิติธรรม (๔) สภาพ
และที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ นั้น และ (๕) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ ผู้
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”

