Page 26 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 26

๑๒ | หน้ า


            การจัดสรรน้ําไม่ดีพอทําให้เกิดการขัดแย้งเพื่อแย่งชิงน้ําระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ  ๒)  ความขัดแย้งเนื่องมาจากการ

            สร้างมลภาวะทางน้ําซึ่งก่อผลเสียหายแก่ผู้อื่น เช่น กรณีการทํานาเกลือในลุ่มน้ําเสียวกระทบต่อนาข้าว ๓)  ความ
            ขัดแย้งระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือเป็นความขัดแย้งเชิงการจัดการเนื่องจากขาดการประสานงานระหว่าง

            หน่วยงานที่รับผิดชอบ

                         ซึ่งสอดคล้องกับกับการศึกษาของมิ่งสรรค์ และคณะ (๒๕๔๔) ได้ทําการศึกษาเรื่องความขัดแย้ง

            เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรน้ํา แบ่งได้ ๔ แบบใหญ่ ๆ คือ

                         ๑.  ความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ําที่อยู่ต้นน้ํากับปลายน้ํา  เป็นความขัดแย้งที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน

            สายน้ําเดียวกัน ระหว่างคนต้นคลองกับคนปลายคลองในคลองชลประทานเดียวกัน
                         ๒.  ความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับบุคคลภายนอก เป็นผลของการขยายตัวของชุมชน เช่น

            ความขัดแย้ง ระหว่าง สวนส้มและรีสอร์ท กับชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยน้ําในระบบเหมืองฝาย ในลุ่มน้ําปิง
                         ๓.  ความขัดแย้งที่เกิดจากผลกระทบภายนอก  เป็นกรณีที่ชุมขนได้รับผลกระทบ จากการทํา

            กิจกรรมของคนอื่น โดยไม่สามารถเรียกร้องกับใครได้ เช่น ผลกระทบจากน้ําเน่าเสียในลําน้ําพอง ที่ส่งผลกระทบ

            ต่อชาวประมงในลุ่มน้ําพอง
                         ๔.  ความขัดแย้งที่เกิดจากการพัฒนาของรัฐ เป็นความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่น กับหน่วยงาน

            ภาครัฐ เนื่องจากโครงการพัฒนาของรัฐ ก่อผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเขา เช่น  การก่อสร้างเขื่อน ทําให้ชุมชนที่ถูกน้ํา
            ท่วมต้องอพยพจากที่เดิม การพัฒนาแหล่งน้ําหรือสร้างประตูน้ําแล้วไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเขา

                         ๕.  นอกจากความขัดแย้งที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือ

            รัฐวิสาหกิจที่ทําหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ที่มีลักษณะแยกส่วนต่างคนต่างทํา ทั้งนี้เพราะมี
            หน่วยงานที่ทําหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํามากมายประมาณ ๓๐ กรม ๗ กระทรวง และยังมี

            รัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การประปา เป็นต้น (Christensen,  ๑๙๙๔) การที่มีหลายหน่วยงานทํางาน
            แบบแยกส่วนกัน ทําให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องการตัดสินใจเพราะต่างต้องตัดสินใจตามภารกิจของหน่วยงาน

            ตนเอง เช่น ชาวบ้านเรียกร้องให้เขื่อนศรีนครินทร์ปล่อยน้ําเพื่อผลักดันน้ําเค็มในช่วงฤดูแล้ง แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

            ไม่สามารถปล่อยได้มากเพราะต้องรักษาระดับน้ําในเขื่อนเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

            การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่จะนําไปสู่ความยั่งยืน

                        ยุคสมัยของการจัดการน้ําในช่วง  ๒๐๐  ปีที่ผ่านมา จากยุคที่เน้นการจัดการเพื่อตอบสนองความ

            ต้องการน้ําเป็นหลัก (demand-oriented)  มาสู่ยุคการจัดการที่มองปริมาณน้ําที่มีอยู่อย่างจํากัด (supply-

            oriented)  แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นการบริหารจัดการที่มองทรัพยากรน้ําแยกขาดออกจากบริบทและทรัพยากร
            อื่น ๆ  จนมาสู่ยุค การปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมในปัจจุบัน (Jeffrey and Geary,

            ๒๐๐๔)  ที่มอง "น้ํา"อย่างเป็น  องค์รวม (holistic)  และ บูรณาการ (integrated)  โดยมองอย่างเห็นปฏิสัมพันธ์
            ระหว่าง "น้ํา" กับ "คน" และ "ระบบนิเวศวิทยา" (Wallace et al., ๒๐๐๓) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการบริหารจัดการ

            ทรัพยากรน้ําในอดีตที่ผ่านมา มุ่งเน้นการจัดหาน้ําเพื่อตอบสนองความต้องการแก้ปัญหาทางด้านอุปสงค์และ
            อุปทาน (demand-supply) ของการใช้ทรัพยากรน้ําผ่านกระบวนการหรือโครงสร้างสถาบัน หน่วยงานภาครัฐ




                    รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”
   21   22   23   24   25   26   27   28   29   30   31