Page 22 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 22

๘ | หน้ า


            แบบหนึ่ง ซึ่งเน้นการจัดการเพื่อเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ แต่กลับไม่ใส่ใจกับระบบ

            ความรู้อื่น ๆ ของท้องถิ่น ผลที่ตามมาก็คือ หลักการต่าง ๆ ในกฎหมายจะถูกนํามาใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบาง
            กลุ่มในสังคมเท่านั้น ขณะที่เริ่มห่างไกลจากสภาพความเป็นจริงในสังคมมากขึ้นทุกที ดังจะเห็นได้ว่า กฎหมาย

            เกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่มักไม่สามารถนํามาใช้เป็นหลักเพื่อจัดการและแก้ไขปัญหาการทําลายทรัพยากรได้อย่าง
            จริงจัง


                       งานวิจัยของ ชลธิราและคณะ (๒๕๔๖)  ในโครงการวิจัยชุดสิทธิชุมชนท้องถิ่นจากจารีตประเพณีสู่
            สถานการณ์ปัจจุบัน การศึกษาเพื่อแสวงหาแนวทางนโยบายสิทธิชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย เสนอว่า ปัญหา

            ความขัดแย้งที่สําคัญของสังคมไทยที่เป็นมาและเป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ปัญหาช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท
            ระหว่างคนจนกับคนรวย รากฐานสําคัญของปัญหา ก็คือ ชุมชนไม่มีสิทธิที่จะกําหนดชะตากรรมของตนเอง ซึ่ง

            สอดคล้องกับอานันท์ (๒๕๔๓) มองว่า รากของปัญหาความขัดแย้งเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท

            ไม่ว่าจะเป็น น้ํา ที่ดิน ป่าไม้ ฯลฯ เป็นปัญหาของวิธีคิดและมุมมอง เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับ
            ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน การที่มีความเข้าใจและมุมมองที่แตกต่างกัน ทําให้การให้

            ความสําคัญกับสิทธิของชุมชนที่แตกต่างกันด้วย

                       ชลธิรา (๒๕๔๖) เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง วิธีการเดียวที่จะสามารถ

            แก้ปัญหาได้โดยรากฐาน คือ การคืนสิทธิในการกําหนดเจตจํานงตนเองให้แก่ชุมชนท้องถิ่น  ขณะเดียวกัน  ภาค
            ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคมที่เคลื่อนไหวให้เกิดการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นจนประทุ กลายเป็นปัญหา

            ความขัดแย้งระดับชาติระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ก็ต้องมุ่งไปสู่การผลักดันให้เกิด “สิทธิในการกําหนดเจตจํานง

            ตนเอง” ของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการกําหนดขั้นตอนและจังหวะก้าวที่เหมาะสมกับสภาพการณ์
            ที่แท้จริงของแต่ละชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ  “สิทธิในการกําหนดเจตจํานงตนเอง” ก็คือ สิทธิในการจัดการ

            ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

                       แต่การคืนสิทธิในการจัดการทรัพยากรให้กับชุมชนท้องถิ่น ก็จะไปขัดแย้งกับแนวคิดสิทธิของรัฐใน

            การจัดการดูแลบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของส่วนรวมดูแลบริหารจัดการโดยรัฐ

                       ซึ่งปัจจุบันก็มีความขัดแย้งระหว่างแนวทางนโยบายการพัฒนาของรัฐของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ

            ขนาดใหญ่ เช่น การก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น โครงการท่อก๊าซในภาคใต้ ฯลฯ ซึ่งนับวันความขัดแย้งก็ขยายตัว
            รุนแรงและกว้างขวางระหว่างรัฐบาล ซึ่งมีนายทุนทั้งต่างชาติและในชาติสนับสนุนกับประชาชนและชุมชนท้องถิ่น

            ในเรื่องการแย่งชิงฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน ป่า เขา น้ํา ทะเล ทรัพยากรประมง

            และทรัพยากรอื่น ๆ  โดยที่ความขัดแย้งนี้ไม่มีทีท่าว่าจะยุติได้  และยังจะบานปลายขยายตัวไปเรื่อย ๆ  โดยที่
            รัฐบาลยังไม่มีนโยบายระดับชาติที่สอดคล้องกับกติกาสากลระหว่างประเทศ เพื่อที่จะแก้ปัญหาระดับมหภาค

            ดังกล่าว เหตุเพราะรัฐบาลมองปัญหานี้ผิดมาแต่ต้น คือ ยังเชื่อมั่นในสิทธิการกําหนดนโยบายการพัฒนาของรัฐ แต่
            เพียงฝ่ายเดียว (Top Down Policy and Decision - making) โดยเชื่อว่าจะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับ

            ได้ หรือนําวิธีการบางอย่างมาใช้เพื่อบิดเบือนประเด็นปัญหา เช่น การทําประชาพิจารณ์แบบลูบหน้าปะจมูก  ทั้งที่
            แท้จริงแล้วปัญหาอยู่ที่การที่รัฐไม่ยอมรับสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนโดยชุมชนนั่นเอง




                    รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”
   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26   27