Page 21 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 21

หน้ า  | ๗



               สร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเบียดขับชุมชนและกลุ่มชนชายขอบออกไปจากการ

               ควบคุมและการใช้ทรัพยากร การแย่งชิงการใช้ทรัพยากรของส่วนรวมของกลุ่มชนต่าง ๆ และการผลักภาระความ
               รับผิดชอบและความเสี่ยงต่อมลภาวะให้ส่วนรวม ทั้งนี้การรวมศูนย์อํานาจของรัฐ ที่มักตัดสินใจด้วยเหตุผลทาง

               เศรษฐกิจเป็นหลัก ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ในแง่ของความไม่มั่นคงต่อชีวิตและความเสี่ยงต่อมลภาวะจาก
               อุตสาหกรรม


                          แม้ว่าเงื่อนไขของความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร ที่สัมพันธ์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและ
               อุตสาหกรรมจะพบได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่จะมีความเข้มข้นมากกว่าในภาคกลางของประเทศ โดยเฉพาะ

               ภาคตะวันออก ขณะที่เงื่อนไขของความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรประการสําคัญในภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะ
               ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักจะเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของอํานาจรัฐ ในการผูกขาดอํานาจในการ

               จัดการทรัพยากร ซึ่งมีผลกระทบต่อกลุ่มชนในพื้นที่ชายขอบ เช่น พื้นที่ป่า สําหรับภาคเหนือนั้นจะเห็นเงื่อนไขของ

               ความขัดแย้งได้อย่างชัดเจน  ในกรณีที่รัฐจํากัดพื้นที่ในการทําไร่แบบหมุนเวียนย้ายที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นระบบการเกษตร
               สําหรับพื้นที่ตอนบนและที่สูงของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จํานวนมาก เพราะรัฐไม่ยอมรับอํานาจชุมชนท้องถิ่นในการ

               ควบคุมและจัดการทรัพยากร อีกทั้งรัฐเองก็ยังมีอคติทางชาติพันธุ์ มากกว่าการมีข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ระบบ

               เกษตรแบบหมุนเวียนย้ายที่ทั้งหมดสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์จริงหรือไม่

               ประเด็นปัญหาที่สี่ ปัญหาด้านกฎหมายเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากร

                          ประเทศไทยนั้นถือได้ว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรส่วนรวมอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ที่ดิน

               น้ํา ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ทรัพยากรประมงทะเลและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกําหนดให้รัฐมีอํานาจบังคับและควบคุมทั้งใน
               ด้านการใช้และการจัดการเป็นหลัก โดยถือว่ารัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านั้น แต่การศึกษาและการวิจัยในด้าน

               นิติศาสตร์พบว่า ที่มาของปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพยากรต่าง ๆ นั้น มีพื้นฐานสําคัญอยู่ที่การมอง
               ทรัพยากรแต่ละประเภทแยกต่างหากจากกันอย่างสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่กฎหมายมักจะให้

               อํานาจหน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่งเพียงหน่วยงานเดียว  มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทรัพยากรประเภทใดประเภท

               หนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามหลักของการจัดการเชิงเดี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งได้กลายเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง
               ระหว่างหน่วยงาน พร้อม ๆ กับความด้อยประสิทธิภาพของการจัดการทรัพยากร ในกรณีที่ทรัพยากรต่าง ๆ นั้นมี

               ความเชื่อมโยงกันอย่างมาก เช่น พื้นที่ลุ่มน้ํา เพราะมักจะนําไปสู่ปัญหาของการขาดการประสานงานระหว่าง

               หน่วยงานต่าง ๆ จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่แตกต่างกันที่อยู่ใน
               พื้นที่เดียวกันได้


                          การที่ข้อบัญญัติของกฎหมายเห็นทรัพยากรส่วนรวมแต่ละประเภทแยกออกจากกันเช่นนี้ เพราะยึด
               หลักการที่เน้นแง่มุมในด้านผลประโยชน์ของทรัพยากรเป็นสําคัญ ซึ่งทําให้ทรัพยากรในมุมของกฎหมายมีเพียงมิติ

               ในเชิงกายภาพเท่านั้น และมองข้ามมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะมิติในเชิงคุณค่าและในเชิงวัฒนธรรมของทรัพยากรตาม
               ความเข้าใจของท้องถิ่นต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งในบทบัญญัติและในการบังคับใช้กฎหมาย จึงมักไม่ค่อยยอมรับ

               จารีตท้องถิ่น ในฐานะเป็นกฎเกณฑ์หนึ่งที่เป็นทางเลือกสําหรับการจัดการทรัพยากร ทั้ง ๆ ที่มีบัญญัติไว้ใน
               กฎหมายอยู่บ้างแล้วก็ตาม เพราะหลักการสําคัญที่แฝงอยู่ในการบังคับใช้กฎหมายนั้นยึดมั่นอยู่กับระบบความรู้




                       รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”
   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26