Page 19 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 19

หน้ า  | ๕



               ประเด็นปัญหาที่สอง ความขัดแย้งกันเองในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร

                          สาเหตุหลักของประเด็นปัญหานี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยึดมั่นอยู่กับความเข้าใจแบบแยกส่วน

               เพียงแนวเดียว เพื่อใช้เป็นหลักคิดสําหรับการกําหนดนโยบายของรัฐ แต่จากการที่แนวคิดแรก มีสมมุติฐานว่า

               มนุษย์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ขณะที่เสนอแนะให้การจัดการทรัพยากรด้วยการพึ่งพิงเฉพาะ
               กลไกของรัฐและกลไกตลาดเท่านั้น ผลที่ตามมาก็คือ การขัดแย้งกันเองในเชิงนโยบาย ระหว่างความพยายามที่จะ

               ใช้กลไกของรัฐจัดการเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรในด้านหนึ่ง และการมุ่งพัฒนาทรัพยากรขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิง
               เศรษฐกิจด้วยการเปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นสินค้าในระบบตลาดอีกด้านหนึ่ง โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การใช้

               ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุนไปพร้อม ๆ กับการอนุรักษ์ด้วย

                          การขัดแย้งกันเองในเชิงนโยบายดังกล่าว มีส่วนอย่างสําคัญในการเปิดช่องทางให้มีการใช้ทรัพยากร

               อย่างสิ้นเปลือง จนเกิดการทําลายทรัพยากรขึ้นอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพราะรัฐยึดติดอยู่กับการใช้แนวทางในการ
               จัดการทรัพยากรเชิงเดี่ยวเท่านั้น ด้วยการพึ่งพากลไกของรัฐ โดยเฉพาะกฎหมายเพื่อการควบคุม แต่กลับปล่อยให้

               กลไกตลาดทํางานได้อย่างเสรี ขณะที่รัฐขาดพื้นฐานความเข้าใจในลักษณะสําคัญของทรัพยากรส่วนรวมประเภทที่

               ต้องใช้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรประมง และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ว่า
               เป็นทรัพยากรประเภทที่มีต้นทุนสูงมากในการจัดการควบคุม โดยที่หน่วยงานของรัฐหน่วยงานเดียวที่ใช้การจัดการ

               ในเชิงเดี่ยวจะไม่สามารถแบกรับภาระได้ เพราะผลที่ตามมาจึงเท่ากับเป็นการปล่อยให้การเข้าถึงทรัพยากรนั้น ๆ
               เป็นแบบเปิด ที่ทําให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรอย่างรุนแรง ซึ่งก็เป็นสถานการณ์ของการใช้ทรัพยากรส่วนรวมที่

               กําลังดําเนินอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

                            ภายใต้สถานการณ์ที่การเข้าถึงทรัพยากรเป็นแบบเปิดนี้ ภาครัฐยังคงใช้นโยบายที่ขัดแย้งกันเองอยู่

               เช่นเดิม ในด้านหนึ่งก็จะสนับสนุนกลไกตลาด ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ในด้านต่าง ๆ ในอีกด้านหนึ่งจะเพิ่ม
               มาตรการอนุรักษ์อย่างเข้มข้น ด้วยการขยายพื้นที่อนุรักษ์ออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีทรัพยากรป่าไม้ แต่ผล

               ที่ตามมากลับไม่สามารถหยุดยั้งการทําลายพื้นที่อนุรักษ์  เพราะผู้ที่ถือครองพื้นที่เหล่านั้นจะถูกจํากัดสิทธิ

               ประโยชน์ลงจนเสียเปรียบผู้มีอํานาจทางเศรษฐกิจในระบบตลาด เช่น ราคาที่ดินจะถูกกดให้อยู่ในระดับต่ํา ขณะที่
               ไม่สามารถพัฒนาให้เกิดผลอย่างเต็มที่ มาตรการเหล่านี้จึงกลายเป็นแรงบีบให้ผู้ถือครองพื้นที่อนุรักษ์อยู่เดิม หันไป

               แสวงหาประโยชน์อย่างไม่ยั่งยืน หรือขายที่ดินให้ผู้มีอํานาจทางเศรษฐกิจ แล้วไปแผ้วถางพื้นที่ใหม่ต่อไป

                       สาเหตุสําคัญที่ทําให้ทรัพยากรส่วนรวมถูกทําลายเพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ความล้มเหลวและความ

               ขัดแย้งกันในเชิงนโยบายของรัฐดังกล่าวมาแล้ว แต่ภาครัฐมักจะโทษชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ว่าเป็นผู้ทําลาย

               แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านเหล่านั้นเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหา ด้วยเหตุนี้ภาครัฐจึงมีความพยายามที่จะ
               ปรับเปลี่ยนนโยบายน้อยมาก และมักจะตัดสินใจเชิงนโยบายโดยขาดข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาวิจัยอย่าง

               รอบด้าน เพราะยึดติดอยู่กับความเข้าใจผิด ๆ ในนัยสําคัญของปรากฏการณ์ที่ปลายเหตุว่าเป็นต้นเหตุ โดยไม่สนใจ
               ประเมินผลที่เกิดจากนโยบายของรัฐเอง ซึ่งมักจะส่งผลกระทบอย่างไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนสืบเนื่องจากการขาด

               ข้อมูลจากสถานการณ์ที่เป็นจริงในระดับพื้นที่ นอกจากนั้นภาครัฐยังไม่ยอมรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าจะเป็น
               ทางเลือกซึ่งเกิดจากผลของการศึกษาวิจัยบนพื้นฐานของแนวทางการศึกษาอื่น ๆ อีกด้วย




                       รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”
   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24