Page 28 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 28
16
ทั้งนี้ การจ้ากัดอ้านาจรัฐโดยพลเมืองด้วยวิธีการอย่างอารยะขัดขืนเป็นไปโดยเปิดเผย ไม่ใช้ความ
รุนแรง และยอมรับผลตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้สันติวิธี เพื่อให้สังคมการเมืองเป็นธรรม มี
การเคารพสิทธิเสรีภาพของคนมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น อารยะขัดขืนเป็นการใช้สันติ
วิธีในลักษณะที่มีความคล้ายคลึงกันกับวิธีการ “ไม่ให้ความร่วมมือ” กล่าวคือ ไม่ให้ความร่วมมือใน
การปฏิบัติตามกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล โดยต้องการให้สังคมโดยรวมเห็นว่ามีความอยุติธรรม
เกิดขึ้นในกฎหมายหรือนโยบายนั้น ๆ ซึ่งลักษณะเด่นของ “อารยะขัดขืน” อยู่ที่การไม่ใช้ความรุนแรง
และการมุ่งเน้นละเมิดกฎหมาย แต่ผู้ละเมิดจะยอมรับผลของการละเมิดกฎหมายนั้น (บุษบง ชัยเจริญ
วัฒนะ และเหมือนขวัญ เรณุมาศ, 2560)
10) การร่วมมือกันหรือการแก้ปัญหา (Collaborating, integrating or problem solving) การ
ร่วมมือกันในบางครั้งอาจหมายถึง การบูรณาการหรือการแก้ไขปัญหาซึ่งมักให้ความส้าคัญและ
จุดมุ่งหมายเช่นกัน เป็นทั้งการรุกและร่วมมือ คือ เกิดการบูรณาการผลประโยชน์ร่วมกันของทุก ๆ ฝ่ายที่
ได้รับผลกระทบ เป็นวิธีการจัดการความขัดแย้งที่เน้นวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยและการไกล่เกลี่ยคนกลาง
เป็นการใช้ทั้งวิธีบูรณาการและแบ่งสันปันส่วนในการเจรจาไกล่เกลี่ย แม้แนวทางนี้ให้ความส้าคัญแก่
ความสัมพันธ์แต่เป้าหมายยังมุ่งเน้นไปที่การยุติความขัดแย้ง และผลการเจรจายุติความขัดแย้งที่ตามมา
ภายหลัง (สุวัฒ ดวงแสนพุด, 2555)
11) การมีส่วนร่วม (Participation) กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการ “สร้าง
เวที” และ “เปิดเวที” ให้แก่ประชาชน (public) หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) ที่ได้รับ
ผลกระทบโดยตรง (direct) หรือโดยอ้อม (indirect) เข้ามามีส่วนร่วมในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ
ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมสังเกตการณ์ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ เป็นต้น ดังที่
ศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ ได้น้าเสนอว่า “การมีส่วนร่วม (participation) เป็นการให้
พื้นที่แก่ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในมิติต่าง ๆ ทั้งการร่วมคิด วางแผน
สังเกตการณ์ แสดงทัศนะ เพื่อใช้ประกอบการก้าหนดนโยบายของรัฐ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมกันรับ
ผลประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ การมีส่วนร่วมของประชาชน มีทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีการ
ใช้ข้อมูลร่วมกัน และเป็นการเสริมความสามัคคีในสังคม ทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจจาก
ฉันทามติ ช่วยลดค่าใช้จ่าย และการสูญเสียเวลา ท้าให้ง่ายต่อการน้าไปปฏิบัติช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือ
ความชอบธรรม และช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชน และค่านิยมของสาธารณชน รวมทั้งเป็นการ
พัฒนาความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของสาธารณชน (สุวัฒ ดวงแสนพุด, 2555)
12) การลงมติหรือการลงคะแนนเสียง (Voting) เป็นการลงมติเพื่อตัดสินหรือหาทางออก
ให้แก่ความขัดแย้ง หรือข้อพิพาทในประเด็นต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การลงคะแนนเสียงแบบ
เอกฉันท์ (unanimity) และการลงคะแนนแบบเสียงข้างมาก (majority) (สุวัฒ ดวงแสนพุด, 2555)