Page 50 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 50

ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563)  49



                  พนักงำนอัยกำรได้อีกด้วย ซึ่งเป็นอีกทำงหนึ่งที่อ�ำนวยควำมยุติธรรมแก่ประชำชน ไม่ผูกขำดอยู่
                  แต่เพียงหน่วยงำนเดียว
                        ในเรื่องของกำร “ตั้งข้อหาและการปรับบทฐานความผิดอาญา” เมื่อพิจำรณำจำกระบบและ

                  กลไกกำรด�ำเนินคดีอำญำของไทยดังที่ได้กล่ำวมำแล้วในข้อ 1 จุดอ่อนที่จะต้องแก้ไขคือ ปัญหำกำรปรับ
                  บทฐำนควำมผิด ปัจจุบันกำรตั้งข้อหำและกำรปรับบทควำมผิดยังอยู่กับต�ำรวจเพียงล�ำพังหน่วยงำนเดียว
                        กำรกระท�ำที่ส�ำคัญและส่งผลกระทบต่อประชำชนในสังคมในชั้นสอบสวนอย่ำงมำก คือ
                  กำรตั้ง “ข้อหา” และกำรปรับบทว่ำกำรกระท�ำนั้นผิด “ฐานความผิด” ใด จำกหลัก “การสอบสวน

                                                                                    14
                  ฟ้องร้องเป็นอ�านาจเดียวกัน” เป็นหลักสำกลที่เป็นประกันกำรด�ำเนินคดีที่ถูกต้อง  แต่ประเทศไทย
                  หลักนี้ยังไม่สำมำรถท�ำได้ กำรปรับบทฐำนควำมผิดให้ถูกต้องตรงกับกำรกระท�ำที่เกิดขึ้นจึงตกอยู่กับ
                  เจ้ำพนักงำนต�ำรวจโดยล�ำพังเท่ำนั้นมำเป็นเวลำนำนแล้ว
                        ประเทศไทยเรำแยกกันท�ำงำนระหว่ำงองค์กรต�ำรวจกับอัยกำร พนักงำนอัยกำรเจ้ำของส�ำนวน

                  จะทรำบเรื่องรำวต่ำง ๆ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และกำรปรับบทกฎหมำยได้ถูกก�ำหนดมำจำกต�ำรวจ
                  เรียบร้อยแล้วทุกคดี ทุกอย่ำงได้ท�ำมำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว  ที่ผ่ำนมำจึงเกิดควำมผิดพลำดบกพร่อง
                                                                 15
                  และก่อควำมเสียหำยแก่ประชำชน เพรำะในชั้นกำรรวบรวมพยำนหลักฐำน แจ้งข้อหำ ปรับบท
                  ฐำนควำมผิด รวมอยู่ที่งำนต�ำรวจหน่วยเดียว เช่น คดีเชอรรี่แอนด์ คดีครูจอมทรัพย์ เป็นต้น

                        แนวทำงที่ต้องปรับปรุงแก้ไข คือ ต้องท�ำให้เป็นไปตำมระบบของกระบวนกำรสอบสวน
                  ฟ้องร้อง ใน “ระบบกล่ำวหำ” อย่ำงถูกต้องตำมที่กล่ำวมำแล้วในข้อ 1 กล่ำวคือ หลัก “อ�ำนำจสอบสวน
                  ฟ้องร้องเป็นอ�ำนำจเดียวกัน” หรืออัยกำรและต�ำรวจต้องท�ำคดีร่วมกัน เพรำะอัยกำรเป็นคนท�ำส�ำนวน
                  เสนอคดีขึ้นสู่ศำล ในกำรสอบสวนต้องให้กำรท�ำงำนของต�ำรวจและอัยกำรใกล้ชิดกันมำกขึ้น พนักงำน

                  อัยกำรต้องเข้ำมำสอบสวนคดีตั้งแต่ต้น ซึ่งต้องวำงหลักเกณฑ์ในรำยละเอียดทำงปฏิบัติ โดยเฉพำะ
                  เรื่องกำรให้อัยกำรช่วยรับรองกำรตั้งข้อหำและดุลพินิจกำรปรับบทฐำนควำมผิดอำญำ ตั้งแต่ก่อนสรุป
                  ส�ำนวนกำรสอบสวนแล้วเสร็จ เพื่อยืนยันควำมถูกต้องของกำรปรับใช้กฎหมำยและควำมชอบธรรมตำม
                  กฎหมำย พนักงำนอัยกำรจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบส�ำนวนกำรสอบสวน เช่นเดียวกับที่ปรำกฏในสหพันธ์

                  สำธำรณรัฐเยอรมนี สำธำรณรัฐฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้น
                        กำรตั้ง “ข้อหำ” และกำร “แจ้งข้อหำ” เป็นสิ่งที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภำพของบุคคลมำก
                  กำรตั้งข้อหำและกำรแจ้งข้อหำจึงต้องกำรควำมเป็นภำวะวิสัยและสัมพันธ์กับพยำนหลักฐำนที่มี
                  โดยเฉพำะเหตุผลทำงกฎหมำย และกระท�ำอย่ำงรอบคอบ มิฉะนั้นจะเป็นกำรกระท�ำที่คุกคำมสิทธิของ

                  บุคคล ในระบบกระบวนกำรยุติธรรมทำงอำญำในประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมำยส่วนใหญ่ ข้อหำ
                  จะถูกตรวจสอบจำกพนักงำนอัยกำรก่อน โดยเฉพำะในคดีส�ำคัญ มิใช่ปล่อยให้เป็นอ�ำนำจเดียวของ
                  พนักงำนสอบสวนอย่ำงที่ปรำกฏในประเทศไทย





                        14  From Strafverfahrensrecht , by Claus Roxin, 2014, Germany: 29 Auflage.
                        15  ตำมสำกลแล้วประเทศไทยน่ำจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่สอบสวนกระท�ำโดยต�ำรวจหน่วยเดียว.
   45   46   47   48   49   50   51   52   53   54   55