Page 46 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 46

ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563)  45




                                                         3


                            กระบวนการในการด�าเนินคดีอาญาและชั้นของการตรวจสอบพยานหลักฐาน



                        กระบวนกำรในกำรด�ำเนินคดีอำญำ และชั้นของกำรตรวจสอบพยำนหลักฐำนอันเป็น
                  หลักประกันสิทธิในทำงอำญำและหลักสิทธิมนุษยชน แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ “กำรด�ำเนินคดี
                  อำญำชั้นก�ำหนดคดี” และ “กำรด�ำเนินคดีอำญำชั้นบังคับคดี” กล่ำวคือ
                                                                           5
                        1. กำรด�ำเนินคดีอำญำชั้นก�ำหนดคดี  (Erkenntnisverfahren)   เป็นกำรด�ำเนินกำรทั้งหลำย
                  ของเจ้ำพนักงำน เป็นกำรกระท�ำเพื่อยืนยันข้อกล่ำวหำ ซึ่งถ้ำรับฟังได้โดยปกติเจ้ำพนักงำนก็จะฟ้องเพื่อ

                  ให้ศำลพิจำรณำพิพำกษำต่อไป และเมื่อได้มีกำรยื่นฟ้องแล้ว กำรด�ำเนินกำรทั้งหลำยในศำลในคดีที่
                  เจ้ำพนักงำนได้ฟ้องแล้วนั้น รวมทั้งในคดีที่ผู้เสียหำยฟ้องคดีเอง ก็เป็นกำรกระท�ำเพื่อยืนยันข้อกล่ำวหำ
                  เช่นเดียวกับกำรด�ำเนินกำรชั้นเจ้ำพนักงำน และถ้ำหำกฟังได้ว่ำมีกำรกระท�ำควำมผิดจริงศำลก็จะก�ำหนด

                  “มำตรกำรบังคับทำงอำญำ” ในชั้นก�ำหนดคดีมีควำมส�ำคัญมำกในกำรที่ทุกหน่วยในกระบวนกำร
                  ยุติธรรมต้องท�ำกำรตรวจสอบค้นหำควำมจริงว่ำผู้ต้องหำหรือจ�ำเลยผิดหรือบริสุทธิ์ กำรด�ำเนินกำรและ
                  กำรใช้มำตรกำรต่ำง ๆ จึงต้องอยู่ในกรอบของ “หลักนิติธรรม” และหลักสิทธิมนุษยชน
                        2. กำรด�ำเนินคดีอำญำชั้นบังคับคดี เมื่อศำลได้มีค�ำพิพำกษำที่ก�ำหนดมำตรกำรบังคับทำง
                  อำญำในคดีใดแล้วและค�ำพิพำกษำในคดีนั้นก็ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็จะต้องมีกำรจัดกำรบังคับให้เป็นไปตำม

                  ค�ำพิพำกษำอันถึงที่สุดแล้วนั้นต่อไป เว้นแต่จะได้มีกำรลดโทษ เปลี่ยนโทษ หรืออภัยโทษ หรืออื่น ๆ
                                                                                                  6
                  ในชั้นนี้ก็ต้องอยู่ภำยใต้หลักคิดและหลักปฏิบัติเดียวกันคือ ต้องเป็นไปตำม “หลักนิติธรรม” มำตรกำร
                  บังคับทำงอำญำทั้งหลำย กำรบริหำรจัดกำรในชั้นนี้ต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทำงเดียวกันกับ

                  “หลักสิทธิมนุษยชน”
                        ข้อสังเกต  กำรให้ควำมยุติธรรมแก่ผู้กระท�ำควำมผิดอันเป็นกำรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้น  คือ
                  กำรก�ำหนดโทษที่เหมำะสม ถูกต้อง ชัดเจน ค�ำนึงถึงอดีต ปัจจุบัน และอนำคตของผู้กระท�ำควำมผิด
                  ดังนั้น  นอกจำกกำรอำศัยข้อมูลพยำนหลักฐำนของกำรกระท�ำควำมผิดแล้ว  ยังต้องอำศัยข้อมูลที่เป็น
                  ข้อเท็จจริงของผู้กระท�ำควำมผิดด้วย ตำมหลัก Individualization of Punishment กล่ำวคือ กำรรู้จัก

                  ตัวผู้กระท�ำควำมผิดอย่ำงดีพอมีผลต่อกำรก�ำหนดโทษมำก ซึ่งอำจมีผลต่อกำรใช้ดุลพินิจในกำรก�ำหนด
                  โทษที่ไม่ชอบขึ้นมำได้ ไม่ว่ำในแง่ของกำรก�ำหนดโทษสูงเกินไปหรือต�่ำเกินไป ซึ่งเกิดผลกระทบเสียหำย
                  ต่อบุคคลและสังคม และต่อควำมเชื่อมั่น ควำมเชื่อถือศรัทธำของประชำชนจำกกำรท�ำงำนในควำม

                  รับผิดชอบของกระบวนกำรยุติธรรม






                        5  จำก กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (น 64-65.), โดย คณิต ณ นคร, 2561, กรุงเทพฯ : วิญญูชน, พิมพ์ครั้งที่ 9.
                        6  แหล่งเดิม. (น. 65).
   41   42   43   44   45   46   47   48   49   50   51