Page 29 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 29

28           วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน



                               คณะกรรมกำรต่อต้ำนกำรทรมำนเห็นว่ำ กำรกระท�ำของชำวมอนเตเนโกรที่เผำและ
                 ท�ำลำยชุมชนของชำวโรมำนิ โดยเฉพำะกำรกระท�ำช่วงที่ชำวโรมำนิยังอยู่ในชุมชน และเป็นกำรกระท�ำ
                 โดยมีมูลเหตุจูงใจบนพื้นฐำนของกำรเลือกปฏิบัติทำงเชื้อชำติเป็นกำรกระท�ำที่โหดร้ำย ไร้มนุษยธรรม

                              77
                 หรือย�่ำยีศักดิ์ศรี  และเมื่อต�ำรวจซึ่งเป็นเจ้ำพนักงำนของรัฐรู้ว่ำจะมีเหตุกำรณ์เกิดขึ้น อีกทั้งยัง
                 อยู่ร่วมในเหตุกำรณ์อยู่ตลอดแต่กลับไม่ด�ำเนินกำรที่จ�ำเป็นตำมควำมเหมำะสมในกำรห้ำมปรำมผู้กระท�ำ
                 และป้องกันผู้เสียหำย กำรกระท�ำของต�ำรวจจึงเป็นกำร “รู้เห็นเป็นใจ” ในกำรกระท�ำที่โหดร้ำย
                 ไร้มนุษยธรรม หรือย�่ำยีศักดิ์ศรี ถึงแม้กำรกระท�ำดังกล่ำวจะเป็นกำรกระท�ำโดยกลุ่มเอกชนก็ตำม 78

                                                                    79
                               3.2) จำกคดี Z & Ors v. United Kingdom  แสดงให้เห็นว่ำ ศำลสิทธิมนุษยชน
                 ยุโรปก็ใช้แนวควำมคิดเรื่อง “รู้เห็นเป็นใจ” เช่นกัน โดยในคดีดังกล่ำวเด็กสี่คนอำศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ไม่
                 เอำใจใส่  และมีกำรละเมิดสิทธิเด็กหลำยประกำร  โดยเจ้ำพนักงำนของรัฐรับทรำบสภำพควำมเป็นอยู่
                 ที่เลวร้ำยของเด็กทั้งสี่คนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 แต่กว่ำจะมีกำรโยกย้ำยเด็กไปอยู่ในควำมดูแลของรัฐก็

                 เป็นปี พ.ศ. 2535  ดังนี้ แม้เจ้ำพนักงำนของรัฐจะไม่ได้กระท�ำกำรอันเป็นกำรโหดร้ำย ไร้มนุษยธรรม
                               80
                 และย�่ำยีศักดิ์ศรีเองโดยตรง เพรำะคนที่กระท�ำกำรดังกล่ำวเป็นพ่อแม่ของเด็กซึ่งเป็นเอกชน แต่กำรที่
                 เจ้ำพนักงำนรู้ หรือควรรู้ถึงกำรกระท�ำดังกล่ำวแล้วไม่ด�ำเนินกำรอย่ำงเหมำะสมเท่ำที่จ�ำเป็นเพื่อ
                 หยุดยั้งกำรกระท�ำดังกล่ำวในเวลำที่เหมำะสม  ย่อมถือได้ว่ำรัฐได้กระท�ำกำรอันเป็นกำรโหดร้ำย
                                                       81
                 ไร้มนุษยธรรมและย�่ำยีศักดิ์ศรีต่อเด็กทั้งสี่โดยกำรรู้เห็นเป็นใจ 82
                               3.3) ในคดี El-Masri v. the former Yugoslav Republic of Macedonia 83
                 ผู้เสียหำยหลังจำกถูกควบคุมตัวไว้ในโรงแรมเพรำะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีก่อกำรร้ำย ได้ถูกน�ำตัวไป
                 สนำมบินเพื่อจะส่งต่อให้ CIA โดยระหว่ำงทำงไปสนำมบิน ผู้เสียหำยถูกใส่กุญแจมือ ปิดตำ และเมื่อไปถึง

                 สนำมบินก็ถูกขังไว้ในห้อง และถูกทุบตีหลำยครั้งโดยชำยชุดด�ำ ถูกบังคับเปลื้องผ้ำและเอำยำสอดทวำร
                                                                                 84
                 หลังจำกนั้นถูกล่ำมตรวน เอำผ้ำคลุมศีรษะถูกโยนลงพื้น และฉีดยำกล่อมประสำท  เพื่อข่มขู่ผู้เสียหำย
                 ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งควำมจ�ำเป็นในกำรควบคุมตัวผู้เสียหำย ดังนี้ ศำลเห็นว่ำกำรกระท�ำดังกล่ำว
                 เป็นกำรกระท�ำทรมำน  แต่สิ่งที่น่ำสนใจคือกำรกระท�ำทั้งหมดที่กล่ำวมำที่สนำมบินนั้นเป็นกำรกระท�ำ
                                  85
                 ของ CIA ของสหรัฐฯ ไม่ใช่โดยเจ้ำหน้ำที่ของมำซิโดเนีย แต่เมื่อเจ้ำหน้ำที่ของมำซิโดเนียอยู่ในเหตุกำรณ์






                       77  Ibid para 9.
                       78  Ibid.
                       79  Application No 29392/95, ECHR 333, 10 May 2001 < http://www.bailii.org/eu/cases/ECHR/2001/333.html >
                 last accessed 28 June 2020.
                       80  Ibid paras 9-38.
                       81  Ibid paras 69-75.
                       82  Ibid para 73.
                       83  Grand Chamber, Application no. 39630/09, 13 December 2012 < https://hudoc.echr.coe.int/eng#{%22itemid%22:
                 [%22001-115621%22]} > last accessed 27 June 2020.
                       84  Ibid para 205.
                       85  Ibid para 211.
   24   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34