Page 122 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 122
ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563) 121
เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้เครื่องพันธนาการที่ไม่เหมาะสมจ�านวนมาก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
จึงควรระมัดระวังในการพิจารณาว่าการใช้เครื่องพันธนาการจะต้องมีเหตุผลและความจ�าเป็นเพียงพอ
มิเช่นนั้นอาจน�ามาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ในมาตรา 22 และมาตรา 23 ให้อ�านาจ
เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ที่จะใช้อาวุธแก่ผู้ต้องขังได้ ซึ่งมีข้อควรระวังในเรื่องเงื่อนไขการใช้อาวุธเช่นเดียวกัน
นอกจากปัญหาเรื่องขอบเขตการใช้ดุลพินิจในการใช้เครื่องพันธนาการและอาวุธแล้ว ยังพบปัญหา
เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนของ
ผู้ต้องขัง เช่น การควบคุมหรือดูแลผู้ต้องขังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน การลงโทษผู้ต้องขังโดยไม่เป็นธรรม
การใช้ก�าลังท�าร้ายร่างกายผู้ต้องขัง การสอบสวนผู้ต้องขังกระท�าผิดวินัยโดยไม่เป็นธรรมหรือ
ไม่เป็นไปตามขั้นตอน การแยกขังโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงควรได้รับการฝึกอบรมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน รวมถึง
หลักสิทธิมนุษยชนให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไป
ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริม
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ดังนี้
1) ปัญหาความแออัดของเรือนจ�า และจ�านวนบุคลากรราชทัณฑ์ที่ไม่เพียงพอ
คณะรัฐมนตรีควรเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาให้แก่กรมราชทัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาจ�านวน
ผู้ต้องขังเกินความจุของเรือนจ�าหรือทัณฑสถาน และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลแก้ไขและฟื้นฟู
พฤตินิสัยของผู้ต้องขังภายในเรือนจ�าหรือทัณฑสถาน ดังนี้
1.1) ควรพิจารณาใช้นโยบายกระบวนการยุติธรรมทางเลือก เช่น การเบี่ยงเบนคดีอาญา
ออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (Diversion from Criminal Justice Process) ที่มุ่งเน้นให้
คดีความขึ้นสู่การพิจารณาของศาลน้อยลง และท�าให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายได้มากขึ้น
และกระบวนการแก้ไขบ�าบัดฟื้นฟู (Restorative Justice) ในรูปแบบของการประชุมเพื่อเตรียมความ
พร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนไปสู่ครอบครัวและชุมชนได้ด้วยความชอบธรรม
1.2) ควรปรับเปลี่ยนวิธีการระหว่างการด�าเนินคดีอาญาหรือการลงโทษนอกเหนือไปจาก
การน�าตัวผู้ต้องหาหรือจ�าเลยไปควบคุมไว้ที่เรือนจ�า โดยเฉพาะผู้ต้องหาระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดี
ซึ่งยังไม่ถือเป็นบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระท�าความผิด แต่กลับถูกน�าตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจ�า
และทัณฑสถานต่าง ๆ จ�านวนมากและอยู่ในสถานที่เดียวกันกับผู้ต้องขังที่ศาลพิพากษาแล้ว กรณีเช่นนี้
นอกจากจะเป็นการเอาตัวบุคคลไปไว้ในอ�านาจของรัฐโดยไม่จ�าเป็นแล้ว ยังสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชน
ของบุคคลดังกล่าวด้วย จึงควรจัดหางบประมาณเพื่อแยกสถานที่คุมขังระหว่างผู้ต้องขังเด็ดขาด
และผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา
1.3) ควรพิจารณาก�าหนดสถานที่ส�าหรับการควบคุมผู้ต้องขังแต่ละประเภทให้มีความ
ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีและผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับควรถูกควบคุม
ในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจ�าหรือทัณฑสถานที่ใช้ควบคุมผู้ต้องขังที่ถูกศาลมีพิพากษาลงโทษแล้ว นอกจากนี้

