Page 57 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 57
50
แตสถานะนี้ยังมีขอจํากัดในแงของการมีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลที่จํากัด และโดยเฉพาะ
ขอจํากัดสําคัญที่ กสม. ไมสามารถรับงบประมาณสนับสนุนจากตางประเทศได และแมจะมีโอกาสในการระดม
ทุนสนับสนุนในประเทศได ผานระบบงบประมาณ ววน. หรือเงินบริจาค แตก็ยังมีขอจํากัดในแงงบประมาณ
และ/หรือความเปนกลางของหนวยงาน (ในกรณีที่ไดรับเงินบริจาคในประเทศ) การรับเงินทุนสนับสนุนจาก
หนวยงานภายนอกไมวาจะระดับใดก็ตามอาจจะสงผลเชิงลบตอภาพลักษณขององคกรวาเปนการพึ่งพาระบบ
อุปถัมภ หรือเปนการสรางระบบความสัมพันธในลักษณะผลประโยชนตางตอบแทนที่จะนําไปสูภาพลักษณของ
“ความไมเปนอิสระขององคกรอิสระ” หรือ “องคกรขาดความเปนกลาง”
(2) สถานะไมเปนสวนราชการ แตยังอยูในกํากับของ กสม.
ขอเสนอเรื่องสถาบันที่ไมเปนสวนราชการ ที่ยังอยูในกํากับของ กสม. มาจากบทเรียนและการแสวงหา
แนวทางในการลดขอจํากัดของ “กับดัก” ของระบบราชการที่ขาดความคลองตัว และขอจํากัดดาน
การงบประมาณ ตัวอยางรูปธรรมของแนวทางนี้คือ การจัดตั้งสถาบันพัฒนาระบบและองคความรูในรูปของ
มูลนิธิตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย และเพื่อให กสม. และภาคสาธารณะสามารถกํากับดูแลทิศ
ทางการทํางานของมูลนิธิได จะตองมีสัดสวนของคณะกรรมการมูลนิธิที่มาทั้งจาก กสม. และภาคสาธารณะ
โครงสรางองคกรของสถาบันใหมที่ไมเปนสวนราชการ จะทําใหเกิดความคลองตัวในการจัดสรร
งบประมาณทั้งจากการไดรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐโดยตรง หรือการแสวงหารายไดดวยตนเอง หรือ
กลาวอยางถึงที่สุดก็คือ “สามารถเลี้ยงตัวเองได ” นั่นเอง โดยการแสวงหารายไดของสถาบันดังกลาวอาจ
เกิดขึ้นจากการพัฒนาหลักสูตรและเปดโอกาสใหบุคคลจากหนวยงานตาง ๆ เขารวม หรือไดรับการสนับสนุน
ดานงบประมาณจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคม สําหรับเหตุผลประการที่สองดานขอจํากัดของ กสม.
ที่มีอยูเดิมซึ่งเปนเหตุผลที่ผูมีสวนไดสวนเสียตางใหความสําคัญมากกวาเหตุผลประการแรก โดยผูมีสวนไดสวน
เสียสวนใหญไดสะทอนสถานภาพการทํางานของ กสม. ในปจจุบันวาเปนองคกรที่ถูกกํากับหรือถูกครอบงําโดย
รัฐ ทําใหไมมีความคลองตัวในการดําเนินงานดานสิทธิมนุษยชน สงผลทําให กสม. มีฐานะเปน “องคกรกึ่ง
ราชการ” หรือมีสถานะคลายระบบราชการ และไมไดเปนองคกรอิสระอยางแทจริง ซึ่งประเด็นนี้เปนขอจํากัด
ที่สําคัญที่ กสม. กําลังเผชิญอยู หากสถาบันที่จะจัดตั้งใหมยังคงอยูภายใตโครงสรางของ กสม. ก็จะพบกับ
ขอจํากัดเชนเดียวกับ กสม. ดังนั้น องคกรใหมที่จะจัดตั้งขึ้นควรถอดบทเรียนจาก กสม. เพื่อหาความแตกตาง
และอุดชองวางจากขอจํากัดที่มีอยูเดิมโดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหการกําหนดรูปแบบ ลักษณะ และโครงสราง
ของสถาบันใหมนั้นมีโครงสรางองคกรที่ไมเปน “...องคกรราชการมีลักษณะแข็งทื่อ...” และเพื่อใหการ
ดําเนินงานดานการคนควาวิจัยและพัฒนาระบบการขับเคลื่อนดานสิทธิมนุษยชนมีความคลองตัวและเปน
องคกรอิสระอยางเปนรูปธรรม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สถาบันใหมจะเปนองคกรอิสระจากระบบราชการที่มีอิสระ
ในทางวิชาการในการดําเนินการศึกษาวิจัยดานสิทธิมนุษยชนไดอยางคลองตัวโดยไมถูกทาทายหรือกํากับจาก
รัฐนั่นเอง
อยางไรก็ดี ความทาทายที่สําคัญของการไมเปนสวนราชการคือ ความเปนไปไดในการหาทรัพยากรใน
การดําเนินงานในอนาคต โดยเฉพาะเงินทุนในการจัดตั้งและดําเนินงานของมูลนิธิ หากมูลนิธิสามารถลด
ขอจํากัดของ กสม. ในการรับเงินอุดหนุนทั้งในประเทศและตางประเทศ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกวิพากษวิจารณ
เรื่องความเปนกลางในการดําเนินงาน เหนือไปกวานั้น จากแนวโนมของรัฐบาลในการกําหนดราง
พระราชบัญญัติองคกรไมแสวงกําไร ก็อาจจะเปนขอจํากัดในการดําเนินงานของสถาบันในอนาคต นอกจากนี้
หากสถาบันเปนองคกรที่อยูภายนอก กสม. อาจมีขอจํากัดในการทํางานเชื่อมโยงกับสํานักงานในบางภารกิจ
เชน การพัฒนาบุคลากรหรือการจัดการความรู เปนตน

