Page 56 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 56

49



               องคความรูและใชประโยชนจากองคความรูรวมกัน ดังนั้น คุณลักษณะที่แตกตางกันของความคาดหวังระดับที่

               สองและสามคือ การเปดพื้นที่ใหพลเมืองเขามามีสวนรวมในการพัฒนาองคความรู

                       5.2.2 สถานะของสถาบัน

                       เชนเดียวกับเรื่องบทบาท ความคาดหวังตอสถานะของสถาบันของผูใหขอมูลกลุมตาง ๆ ก็มีความเห็น

               ที่สามารถจัดไดเปน 3 กลุม คือ กลุมแรก ยังเห็นความจําเปนวาตองเปนสวนราชการ กลุมที่สอง เห็นวาไมควร
               เปนสวนราชการ และกลุมสุดทาย เห็นวา ควรเปนหนวยงานพิเศษ ความเห็นแตละกลุมมีจุดเดนจุดดอยที่

               แตกตางกัน ดังนี้



                    1. เปนสวนราชการ

                                            2. ไมเปนสวนราชการ
                    1.1. สังกัดสํานักงาน
                                                                     3. เปนหนวยงานพิเศษ
                    1.2 สังกัดคณะกรรมการสิทธิ  2.1 สนับสนุนการทํางานของ
                    มนุษยชนแหงชาติ         กสม.                     เปนองคการมหาชนที่ไดรับการ

                                            2.2 สนับสนุนการทํางานพัฒนา อุดหนุนงบประมาณจากรัฐบาล
                                            ระบบและองคความรูดานสิทธิ
                                            มนุษยชนในภาพรวม




               ภาพที่ 5. 2 ความคาดหวังเรื่องสถานะของสถาบัน

                       (1) สถานะเปนสวนราชการภายใน กสม.

                       เนื่องจาก กสม. ถือเปนองคการอิสระตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย
               คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 47 ไดกําหนด “ใหมีสํานักงานคณะกรรมการ
               สิทธิมนุษยชนแหงชาติ เปนสวนราชการและมีฐานะเปนนิติบุคคลอยูภายใตการกํากับดูแลของคณะกรรมการ

               ...” มาตรา 48 (3) บัญญัติไววา “...สํานักงานมีหนาที่และอํานาจ ศึกษา รวบรวม วิเคราะหขอมูล และ
               สนับสนุนใหมีการวิจัยเกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ รวมทั้งประสานงานกับหนวยงานของรัฐ องคกรเอกชน
               หรือองคกรอื่นใดในดานสิทธิมนุษยชน เพื่อประโยชนในการสนับสนุนภารกิจและหนาที่ของคณะกรรมการ...”
               และมาตรา 49 (1) ในการกํากับดูแลสํานักงาน ใหคณะกรรมการมีอํานาจออกระเบียบหรือ ประกาศ “...การ
               แบงสวนราชการภายในของสํานักงานและขอบเขตหนาที่และอํานาจของสวนราชการดังกลาว...” ซึ่งจากทั้ง 3

               มาตราของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดมอบอํานาจและหนาที่ใหแกคณะกรรมการสิทธิ
               มนุษยชนแหงชาติในการจัดตั้งสํานักงานของตนเอง โดยเฉพาะการจัดแบงสวนราชการภายใน อีกทั้ง ในสวน
               ภารกิจของสํานักงาน ก็ไดระบุเอาไวอยางชัดแจงวาตองมีภารกิจที่เกี่ยวของกับการศึกษา คนควาวิจัย ผลิต

               สรางองคความรู และการสรางภาคีเครือขายในการขับเคลื่อนงานดานสิทธิมนุษยชนกับหนวยงานภายนอกเปน
               หนึ่งในภารกิจที่สํานักงาน กสม. ตองกระทํา ดังนั้น การจัดตั้งสถาบันที่มีฐานะเปนสวนราชการใน กสม. จึงเปน
               แนวทางที่สะดวกที่สุด โดยอาจมีการทบทวนเปาหมายเชิงพันธกิจ และปรับปรุงโครงสรางของสถาบันที่มีอยู
               เดิมเพื่อใหภารกิจดานการศึกษาวิจัยในประเด็นสิทธิมนุษยชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60   61