Page 126 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 126
109
นอกจากนี้ จากสถานการณดานสิทธิมนุษยชนที่มีความหลากหลายและมีพลวัต หากขอมูลนําเขา
(inputs) มีลักษณะแบบเดิม ที่นําเขาสูกระบวนการแบบเดิม (processes) ผลลัพธ (outputs) ก็จะเหมือนเดิม
จากที่กลาวมาขางตน กสม. จึงมีความตองการที่จะไดรับสิทธิอํานาจ (mandate) เพื่อ “...สรางองคความรูที่
เปนกลาง เพื่อที่จะอธิบายไดวา ทําไมซายถึงสําคัญ ขวาถึงสําคัญ...” ดังนั้น องคความรูบริสุทธ หรือปราศจาก
สิ่งเจอปน (pure knowledge) จึงมีความสําคัญและเปนที่มาของความตองการในการจัดตั้งสถาบันใหม
อีกทั้ง กระบวนการเพื่อขออนุมัติโครงรางและงบประมาณการวิจัยในปจจุบัน ตองใชระยะเวลาในการ
ดําเนินการประมาณ 2 ป จากที่กลาวมาจะเห็นไดวา กระบวนการขออนุมัติโครงการและงบประมาณมีความ
ลาชาอยางมาก ซึ่งสุดทายแลว ประเด็นวิจัย หรือสภาพของปญหาที่เปนสารตั้งตนของการวิจัยอาจไม
สอดคลองกับสภาพความเปนจริง เชน กรณีเรื่องการปฏิรูปตํารวจ เปนตน โจทยสําคัญคือ “จะทําอยางไรใน
การ “หาความสมดุล (balance) ระหวางเริ่มทําไดกอน และไมทําแบบเดิม...เพื่อสรางความรูที่มีความเปน
กลางที่มากพอและสงคืนสูสังคม”
เชนเดียวกัน ผูบริหารอีกทานหนึ่งของสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ไดกลาวเสริม
ประเด็นวา สถานะและความตองการในการจัดตั้งสถาบันใหม เพราะวาอยากไดองคความรูที่จะนํามาใช
สนับสนุนการดําเนินภารกิจในทุกมิติของ กสม. อีกทั้ง ตองการตอบโจทยแกสังคมในมิติสิทธิมนุษยชนดวย
และเปนแหลงสืบคนดานสิทธิมนุษยชนไดอยางทันเหตุการณและเหมาะสมกับกาละและเทศะ นอกจากนี้ มี
ความตองการที่จะใหสถาบันใหมเปนกลไกในการกระตุนการทํางานแก กสม. และหนวยงานภายในตาง ๆ ใน
การดําเนินภารกิจดานการวิจัยที่เกี่ยวของกับประเด็นดานสิทธิมนุษยชน กลาวโดยสรุปก็คือ “อยากใหสถาบัน
มีความคลองตัวมากยิ่งขึ้น และปฏิบัติงานไดอยางเปนอิสระจากระบบราชการ อีกทั้ง ยังสามารถหาเงินเลี้ยง
ตัวเองได”
นอกจากเจาหนาที่ระดับผูบริหารของ กสม. จะสะทอนประเด็นความตองการในการจัดตั้งสถาบันใหม
แลว เจาหนาที่ระดับปฏิบัติการของสํานักงาน กสม. ไดสะทอนความตองการตอการจัดตั้งสถาบันใหมวา
สาเหตุที่เจาหนาที่ของ กสม. ตองการสถาบันใหมเพราะวา (1.) อยากใหมีหนวยงานที่มีลักษณะเปนคลังสมอง
หรือ think tank ในการขับเคลื่อนภารกิจดานสิทธิมนุษยชนในมิติสังคม อีกทั้ง (2.) อยากใหสถาบันใหมเปน
หนวยงานที่ดําเนินภารกิจดานบริหารจัดการองคความรู (Knowledge Management: KM) และสราง
เครื่องมือกลไกในการเผยแพรองคความรูดานสิทธิมนุษยชน และ (3.) แมวา กสม. จะมีระบบการดําเนินภารกิจ
(functions) แตระบบบางอยางก็ไมสามารถตอบสนองตอการเชื่อมโยงและบูรณาการกับรระบบอื่น ๆ ใหเปน
ระบบที่ใหญกวาและมีประสิทธิภาพมากกวาได จึงอยากไดสถาบันที่เชื่อมโยงการทํางานดานสิทธิมนุษยชนใน
ทุกมิติ
และจากการที่มีผูทรงคุณวุฒิทานอื่น ๆ ไดกลาวหยิบยกสถาบันเพื่อการยุติธรรมแหงประเทศไทย
(องคการมหาชน) หรือ TIJ เพื่อใชอางอิงและเปรียบเทียบถึงความเปนไปไดในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาระบบ
และองคความรูดานสิทธิมนายชน ตัวแทนจาก TIJ ไดสะทอนภาพการทํางานของ TIJ เพื่อใหเกิดความกระจาง
ชัดวา แมวาการดําเนินงานของ TIJ จะมีความคลองตัวและความสะดวกในการปฏิบัติงาน (ในฐานะที่เปน
องคการมหาชน – โดยผูวิจัย) แตก็ไมมีอิสระหรือความคลองตัวในเชิงนโยบาย เพราะตองอยูภายใตการกํากับ
ดูแลของกระทรวงยุติธรรม อีกทั้ง ดานงบประมาณ TIJ ยังตองปฏิบัติตามระเบียบราชการเหมือนหนวยงาน
อื่นๆ
ในดานยุทธศาสตรขององคกร แมวา TIJ จะเปนองคกรอิสระ แตก็ตองอยูภายใตการกํากับดูแลของ
กระทรวงยุติธรรม แตอาจมีสิ่งที่แตกตางจากหนวยงานอื่น ๆ กลาวคือ TIJ ไดรับการสนับสนุนดานงบประมาณ
อุดหนุนจากรัฐ ซึ่งงบประมาณดังกลาว TIJ ไมตองสงคืนเมื่อสิ้นปงบประมาณ และสามารถนํามาใชวางแผนใน

