Page 124 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 124
107
ของ กสม. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันจึงเนนที่งานดานการตรวจสอบการทํางานดานสิทธิมนุษยชนใน
ประเทศ มากกวาการผลิตสรางและเผยแพรองคความรูใน แตหากมองยอนกลับไปตามเสนทางประวัติศาสตร
ดวยกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายเปรียบเทียบจะพบวา ในอดีตนั้น กสม. มี “สํานักวิจัย” ที่ปฏิบัติภารกิจ
ดานนี้อยู แตปจจุบันถูกยุบและมีสถานะเพียง “กลุมงานดานการวิจัย” เทานั้น ซึ่งสําหรับตนแลวจึงมีความ
แปลกใจที่นําไปสูการตั้งคําถามวา “แตกอนทําไมถึงยุบสํานักวิจัยไป แตปจจุบันถึงตองการที่จะใหมี”
แตหากประสงคใหสถาบันใหมเปนองคกรอิสระ อาจจะตองศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบขององคกร
อิสระตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ซึ่งองคกรอิสระมีหนาที่หลักในการตรวจสอบองคกรของรัฐ ซึ่งเทาที่ความ
เชี่ยวชาญของตนมีคือองคกรอิสระอื่น ๆ ไมมีการจัดตั้งสถาบันที่มีอํานาจแยกขาดจากหนวยงานตนสังกัดตามที่
กสม. ตองการจัดตั้งสถาบันใหมเลย ดังนั้น สําหรับความเปนไปไดคือ การแบงสวนราชการภายในที่อยูภายใต
การกํากับดูแลของ กสม. นาจะตอบโจทยความตองการและเปนไปไดมากที่สุด โดยอาจทําการศึกษาและวิจัย
เปนอีกโครงการหนึ่งที่แยกจากการศึกษานี้ และเนนการศึกษาที่การสรางบุคลากรของ กสม. ใหเปนนักวิจัย
และกระบวนการสงเสริมทักษะการวิจัย
สวนในดานของความตองการในการจัดตั้งสถาบันใหมเพื่อแสวงหารายไดนั้น อาจจะตองทําการศึกษา
เพิ่มเติมในประเด็นนี้ แตในอีกดานหนึ่ง มาตรา 29 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยสํานักงาน
8
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2560 7 ไดใหอํานาจแก กสม. ในการจัดจางบุคคลภายนอกให
ดําเนินการวิจัยเพื่อสนับสนุนภารกิจของ กสม. ได แตเนื่องดวยภูมิทัศนของการวิจัยในสถานการณปจจุบันนั้น
เปลี่ยนแปลงจากการตราและประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2562 8 ซึ่งทําใหการขออนุมัติงบประมาณเพื่อการดําเนินการวิจัยของหนวยงานตาง ๆ ตองขึ้นตรงตอ สกสว.
9
และพระราชบัญญัติฉบับดังกลาว ยังมุงเนนใหบุคลากรภายในเปนผูดําเนินการศึกษาวิจัยดวยตนเอง จึงมีขอ
กังวลวา กสม. จะสามารถจัดตั้งงบและขออนุมัติโครงการวิจัยโดยวาจางบุคคลภายนอกใหเปนผูดําเนินการวิจัย
แทนไดหรือไม
ตัวแทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไดกลาวเสริมในประเด็นความเปนไปไดตอการจัดตั้ง
สถาบันใหมในเชิงกฎหมายวา การจะจัดตั้งสถาบันหรือองคกรตามกฎหมาย ไมไดพิจารณาที่หลักการแตเพียง
อยางเดียว โดยเฉพาะมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันเปนเกณฑหรือมาตรวัดที่สําคัญ อีกทั้ง ยังมี
ปญหาดานงบประมาณ ซึ่งจากมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญไดสรางเงื่อนไขตอกระบวนการในการกลั่นกรองขอ
กฎหมายเพื่อไมใหเกิดความซับซอนในการออกกฎหมายหรือการตั้งหนวยงานใหม ซึ่งในกรณีขางตน จะตองมี
การพิจารณาโดยละเอียดโดยทุกฝายตองมานั่งคุยกัน และสกัดแกนแทของการจัดตั้ง และตองพิจารณาบริบท
แวดลอมดวย
แตหากเปนการจัดตั้งสถาบันหรือหนวยงานภายใน (ที่อยูภายใตการกํากับดูแลของ กสม. – โดยผูวิจัย)
จะมีปญหาหรือขอจํากัดในเชิงกฎหมายนอยมาก ซึ่งหนวยงานที่สงเสริมสนับสนุนดานการวิจัยของ กสม. จะ
เปน “...หนวยที่เพิ่มเติมเขามา...” ดังนั้น จึงเสนอเพิ่มเติมวา “อยากให กสม. ทําวัตถุประสงคแรกดานการ
สงเสริมและสนับสนุนการวิจัยดานสิทธิมนุษยชนใหสําเร็จกอน และคอยขยายผลตามความตองการ” สวนขอ
คําถามที่วา กสม. มีความเปนไปไดในการจัดตั้งกองทุนตามแนวทางที่ 3 หรือไม ? จําเปนตองยอนกลับไป
ทบทวนกฎหมายวา กสม. มีอํานาจหนาที่ในการขอจัดตั้งกองทุนหรือไม ถาหากมีขอกฎหมายบัญญัติหรือให
8 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2560,
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/123/1.PDF
9 พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562,
https://www.mhesi.go.th/index.php/aboutus/legal-all/74-act/2205-ryeryrt.html

