Page 128 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 128
111
สถาบันใหม” และหากจัดตั้งสถาบันหรือหนวยงานภายในดวยการจัดระเบียบองคกรใหม กสม. ก็จะไดผลลัพธ
ในเชิงรูปแบบของสถาบันตามที่ตองการ แตผลลัพธเชิงคุณภาพจะยังไมบรรลุผล เพราะอาจจะตองใชเวลาใน
การเพิ่มทักษะดานการวิจัยใหแกบุคลากร
ตัวแทนสถาบันพระปกเกลาอีกทานหนึ่ง ไดกลาวเสริมประเด็นวา ในสภาพความเปนจริง สถาบัน
พระปกเกลาก็ประสบปญหาเชนกัน และ “...เปนสิ่งที่เราตองยอมรับ...” สําหรับสถาบันพระปกเกลา สิ่งที่
สามารถกระทําไดในการแกไขขอจํากัดดังกลาวก็คือ สงเสริมใหบุคลากรทําวิจัยดวยตนเอง และใหอยูภายใต
กรอบของสถาบันพระปกเกลาเปนหลัก เพื่อลดปญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดซื้อจัดจาง ผลสะเทือนที่ตามมาคือ
ทําใหสถาบัน ฯ มีจํานวนงานวิจัยที่เพิ่มขึ้น แตก็ตองกลาวอยางตรงไปตรงมาวา สถาบัน ฯ และนักวิจัยของ
สถาบัน ฯ ยังตองพึ่งพอระบบจัดซื้อจัดจางอยูบางแตไมใชองคประกอบหลักของการดําเนินการวิจัย อาทิ การ
เขาถึงขอมูล และการทําวิจัยภาคสนาม เปนตน จากที่กลาวมาขางตน การดําเนินการวิจัยดวยตนเองนั้น “...จะ
เปนเกราะที่คุมครองตัวเองอยูแลว...และองคกรจะใหความสําคัญกับเราในลักษณะที่ไมสามารถขาดเราได...”
สําหรับประเด็นการจัดตั้งสถาบันใหมในลักษะของโครงการชั่วคราวที่มีลักษะทดลองนั้น อยากให
กสม. พิจารณาในมุมมองระยะยาว หรือในมุมมองที่กวางขวางขึ้น มิใชพิจารณาแตในกรอบความตองการ
เพราะ กสม. มีสถานะเปน “ศูนยรวมภารกิจดานสิทธิมนุษยชนของประเทศ” ดวย ดังนั้น จึงอยากให กสม. ให
ความสําคัญหรือเพิ่มประเด็นเชิงนโยบายดานสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศ (International Human Rights)
และเชื่อมโยงการทํางานกับภาคีเครือขายดานสิทธิมนุษยชนของประเทศอื่นๆ
ในดานความตองการความอิสระในการทํางานขององคกรในรูปแบบเดียวกับสถาบันวิจัยเพื่อการ
พัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute :TDRI) นั้น ในบางกรณี ตนก็อยากให
สถาบันพระปกเกลาเปนองคกรในระบบขาราชการ เพราะ “...เหนื่อยกับการหาเงิน...” ดังนั้น “ถาอยากได
ความอิสระ...ตองหาเงินเอง แตถาไมอยากหาเงินเอง...ก็ตองอยูภายใตการกํากับของ กสม.”
ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุมกลุมยอย ตัวแทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไดแสดงความ
คิดเห็นเปนลายลักษณอักษรตอการจัดตั้งสถาบันใหม ซึ่งผูวิจัยเห็นวา เปนความคิดเห็นที่มีประโยชนตอ
การศึกษานี้ จึงไดรวบรวมความคิดเห็นของตัวแทนทานนี้ไวในรายงานฉบับนี้ดวย โดยมีความเห็นดังนี้ วิธีการ
จัดตั้งสถาบันใหมที่เปนไปไดงายที่สุดและรวดเร็วที่สุดคือ การจัดตั้งเปนหนวยงานภายในของ กสม. โดยการ
แกไขประกาศ เรื่อง แบงสวนหนวยงานของ กสม. (เปรียบเทียบกับสํานักงาน ปปช.) ซึ่งไมกับขัดหลักการตาม
พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2560 เนื่องจากมาตรา 48 (3)
กําหนดวา “ใหสํานักงานมีหนาที่และอํานาจหนาที่ศึกษา รวบรวม วิเคราะหขอมูล และสนับสนุนใหมีการวิจัย
11
เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ...” 10 อยาไรก็ตาม หากเห็นวาการจัดตั้งในลักษณะนี้ยังไมตอบโจทยกับ
วัตถุประสงคและภารกิจงานที่ตองการ ก็อาจขยับขยายในรูปแบบอื่นไดโดยตองมีเหตุผลความจําเปนจากงาน
ศึกษาและวิจัยเพื่อสนับสนุนและรองรับการจัดตั้งสถาบันใหมนี้ตอไป
ทั้งนี้ หากมีการจัดตั้งเปนหนวยงานหรือสถาบันที่แยกตัวออกจาก กสม. และมีฐานะเปน “นิติบุคคล”
ที่อยูภายใตการกํากับดูแลของ กสม. ที่มีทั้งงบประมาณ บุคลากร และมีรายไดเปนของตนเอง ในกรณีนี้อาจ
ตองพิจารณาจากอํานาจหนาที่ของ กสม. ตาม พรป. วาดวยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติวามีอํานาจ
หนาที่ในการจัดตั้งหนวยงานในลักษณะนี้ไดหรือไม ซึ่งในเบื้องตน เห็นวา กสม. ไมมีอํานาจในการจัดตั้งสถาบัน
ใหมในลักษณะดังกลาว แตหากจะจัดตั้งองคกรใหมในลักษณะเชนนี้ จะตองไปแกไขกฎหมายระดับ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให กสม. มีอํานาจในการจัดตั้งหนวยงานขึ้นมา หรืออาจตราเปน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2560, น. 17,
11
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/123/1.PDF

