Page 192 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 192
การประเมินสถานการณ์
พัฒนาการหรือความก้าวหน้า ในภาพรวมของปี 2563 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำาเนินการส่งเสริม
และคุ้มครองสิทธิเด็กให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 ตลอดจนกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติการป้องกัน
และแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ในหลายด้าน ด้านที่มี
ผลการดำาเนินการที่ให้ผลเป็นรูปธรรม อาทิ การให้เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 600 บาทต่อเดือน สำาหรับเด็กอายุ 0-6 ปี
แบบถ้วนหน้าโดยจะเริ่มดำาเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป การจัดอบรมพี่เลี้ยงเด็กของโรงเรียนเอกชน
ทั่วประเทศเพื่อมิให้มีการกระทำาที่เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และการลดอัตราวัยรุ่นตั้งครรภ์
ปัญหาหรืออุปสรรค ในบางด้าน แม้รัฐมีนโยบายหรือแผนการดำาเนินงานแล้ว แต่ยังต้องรอการนำาไปปฏิบัติ
ให้เกิดผล เช่น การจัดทำาร่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย การจัดทำาหลักสูตรออนไลน์เพื่อยุติการรังแกกันในโรงเรียน
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดให้เด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ในสถานศึกษาได้รับการศึกษา
อย่างเหมาะสม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำาเนินกระบวนการยุติธรรมด้านคดีเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่เกี่ยวข้อง
กับการสาธารณสุข ส่วนประเด็นที่เป็นปัญหาสำาคัญ คือ การกระทำาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก
โดยบุคลากรทางการศึกษา ปัญหาการกระทำาความรุนแรงต่อเด็กปฐมวัยตามคำาร้องที่ 52/2563 ปัญหาพฤติกรรม
การกลั่นแกล้งรังแกกันหรือบูลลี่ (bully) ในโรงเรียนและโซเชียลมีเดียซึ่งมีแนวโน้มที่มีความรุนแรงมากขึ้น
ข้อเสนอแนะ กสม. มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในสิทธิเด็ก ดังนี้
1. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งพิจารณาร่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2563-2570
เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้เป็นแผนแม่บทในการดำาเนินการให้เกิดผล และควรพิจารณาให้ความสำาคัญกับเด็กกลุ่ม
ที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ เป็นพิเศษ อาทิ เด็กพิการ เด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเด็ก
ในครอบครัวยากจน เป็นต้น
2. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำาเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์
การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2563-2565 ในการให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ปลอดโรคหัด เพื่อ
ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมทั้งควรเสริมสร้างความรู้และความตระหนักถึงความสำาคัญของการได้รับวัคซีน
และโภชนาการที่เหมาะสมครบถ้วนของเด็กแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลเฝ้าระวังสุขภาพของเด็ก
ในเบื้องต้นอย่างต่อเนื่อง
3. กระทรวงศึกษาธิการควรมีมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็กปฐมวัยและความรุนแรง
ที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในสถานศึกษาและโดยบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการจัดให้มีกลไก
รับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรกับเด็ก การจัดทำาหลักสูตรระดับการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ปวช.) หรือการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้กับครูพี่เลี้ยง และกระบวนการตรวจสอบโรงเรียน
ที่มีการเรียนการสอนระดับปฐมวัยทั้งของรัฐและเอกชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีการ
จัดสรรบุคลากรและงบประมาณสำาหรับการดำาเนินการที่เพียงพอ และมีมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้เสียหาย
อย่างมีประสิทธิผล ในขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการป้องกันปัญหาโดยระบุปัจจัยเสี่ยงที่ทำาให้เกิดการใช้ความรุนแรง
หรือการล่วงละเมิดและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงนั้น
4. กระทรวงสาธารณสุขควรให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การมีเพศสัมพันธ์
ที่ปลอดภัย และความรู้ในการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งอาจพิจารณาขยายความร่วมมือ
190 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand

