Page 191 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 191
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 กสม. ได้ออกแถลงการณ์ขอให้ทุกฝ่ายในการชุมนุมยึดหลักสิทธิมนุษยชนและใช้แนวทาง
สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการขอให้รัฐจัดพื้นที่ปลอดภัยกรณีมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมการชุมนุม และขอให้ผู้บริหาร การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
สถานศึกษาจัดให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำาหรับนักเรียน นักศึกษา ในการแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็น
ซึ่งควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และคำานึงถึงความเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ของกลุ่มบุคคล
นอกจากนี้ กสม. ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วม
การชุมนุม ดังปรากฏในแถลงการณ์ 2 ฉบับของ กสม. เรื่องเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563
ที่เจ้าหน้าที่รัฐมีการฉีดนำ้าแรงดันสูงที่ผสมสารเคมีเข้าใส่ผู้ชุมนุมซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน
ที่ร่วมชุมนุมได้ กสม. ได้ขอให้รัฐคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นของเด็ก และไม่กระทำาการใดที่จะกระทบ บทที่ 5
ต่อสวัสดิภาพของเด็ก และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 กสม. ได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อการที่มีเด็กเล็กมาร่วม
ในการชุมนุมเนื่องจากอยู่ในวัยที่มีความเปราะบาง กสม. จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายคำานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก และเห็นว่า
ผู้ปกครองไม่ควรนำาเด็กเล็กมาร่วมในการชุมนุมเพราะยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ รวมทั้งอาจอยู่ในสภาวการณ์ที่เสี่ยงต่อ
ความปลอดภัย ทั้งนี้ องค์การยูนิเซฟได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน
ท่ามกลางการชุมนุมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของ
เด็กและเยาวชน พร้อมร่วมกันปกป้องเด็กจากความรุนแรงและการถูกคุกคามทุกรูปแบบ โรงเรียนและสถาบันการศึกษา
ควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำาหรับเด็กในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และเด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
446
ต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที
5.1.7 ความคืบหน้าการถอนข้อสงวนอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 กรมกิจการเด็กและเยาวชนได้จัดการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ
พิจารณาความพร้อมของประเทศไทยต่อการถอนข้อสงวนของอนุสัญญา CRC ครั้งที่ 1/2563 โดยปัจจุบันประเทศไทย
เหลือข้อสงวน ข้อ 22 ว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองและสิทธิของเด็กลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิงเพียงข้อเดียว และ
ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังคงตั้งข้อสงวนข้อนี้ ซึ่งในส่วนของกรมกิจการเด็กฯ ได้เสนอสถานการณ์ภาพรวมของ
ผู้ลี้ภัย/ผู้แสวงหาที่พักพิงในไทยว่า สำานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีบุคคลที่อยู่ในความห่วงใย
จำานวนเก้าหมื่นกว่าคน โดยร้อยละ 41 (ประมาณสามหมื่นกว่าคน) เป็นเด็ก พำานักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 ศูนย์
ตามชายแดนไทย-เมียนมา โดยเด็กทุกคนมีการเข้าถึงการศึกษา การบริการด้านสาธารณสุข การจดทะเบียนการเกิด
และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายมีอย่างจำากัด โดยในปี 2562 กระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์และองค์กรยูนิเซฟได้จัดทำาการศึกษาความเป็นไปได้ในการถอนข้อสงวนดังกล่าว นอกจาก
นี้ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้และมีข้อสรุปว่า ประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรการที่
สอดคล้องกับข้อ 22 ของ CRC แล้ว เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็ก
และเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 เรื่องการจัดการศึกษาสำาหรับบุคคลที่ไม่มี
หลักฐานทะเบียนราษฎร บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การกำาหนดมาตรการและแนวทางแทนการกักตัวเด็กไว้ในสถานกักตัว
คนต่างด้าวเพื่อรอการส่งกลับ เป็นต้น ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีประชุมต่อเนื่องและเสนอผลการพิจารณาต่อ
คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติต่อไป
446
จาก ยูนิเซฟออกแถลงการณ์ ให้ทุกฝ่ายปกป้อง ‘นักเรียน’ ย�้า ร.ร.ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย-แสดงออกได้, โดย มติชน
ออนไลน์, 2563. สืบค้นจาก https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2311978
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563 189

