Page 33 - รายงานฉบับสมบูรณ์ (ฉบับย่อ) โครงการแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย : กรณีแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก
P. 33

4) อุตสาหกรรมสัตว์ปีก: การยกระดับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิต

                              จากหัวข้อก่อนหน้า ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยมีการเติบโตในอัตราที่
               สูงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยในหัวข้อนี้จะอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมประสบความสำเร็จในการ

               ยกระดับการผลิต

                              สาเหตุที่สำคัญประการแรกคือ การเข้ามาในอุตสาหกรรมของภาคธุรกิจขนาดใหญ่และการ
               ร่วมลงทุนกับบริษัทจากต่างประเทศ โดยจากข้อมูลในหัวข้อก่อนหน้าจะพบว่าก่อนช่วงปี 2519 (ค.ศ. 1976)

               ประเทศไทยยังไม่มีการส่งออกสัตว์ปีกออกนอกประเทศ การผลิตสัตว์ปีกไทยยังเป็นการผลิตเพื่อการบริโภค

               ภายในประเทศ โดยในขณะนั้นประเทศไทยผลิตเนื้อสัตว์ปีกได้ไม่ถึง 200,000 ตัน ต่อปี (ในปี 2560 ผลิตได้
               ประมาณ 1.7 ล้านตัน) การบริโภคภายในประเทศยังถูกจำกัดอยู่ในบริเวณกรุงเทพมหานคร เนื่องจากราคา

               ของเนื้อสัตว์ปีกหลัก คือ เนื้อไก่ มีราคาที่สูง (NaRanong and Chokesomritpol, 2017) และการเลี้ยงไก่

               ในช่วงก่อนหน้านั้นยังคงเป็นการเลี้ยงในระบบฟาร์มหลังบ้าน (Backyard farm) ของครัวเรือนเกษตร โดยมี
               พ่อค้าคนกลางชาวจีนเป็นผู้รวบรวมไก่จากจังหวัดใกล้เคียงและนำเข้ามาขายในกรุงเทพมหานคร

                              ด้วยราคาที่สูงนี่เองเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ภาคธุรกิจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะนั้น

               ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถผลิตไก่เนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากมีด้วยกัน 2 ประการคือ ประการ
               แรก ไก่เนื้อที่เลี้ยงในไทยยังมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ ซึ่งปัญหานี้ได้รับการปรับปรุงมานานแล้วบางส่วนจากการ

               นำเข้าไก่พันธุ์ที่เติบโตได้เร็วขึ้นในปี 2499 (ค.ศ. 1956)  ปัญหาที่สอง ที่ทำให้ระบบการเลี้ยงแบบโรงงาน

               สมัยใหม่ยังไม่เกิดขึ้น คือการที่ไก่เนื้อที่ถูกเลี้ยงในไทยในสมัยนั้นยังมีขนาดแต่ละตัวที่ไม่เท่ากัน ซึ่งนี้ส่งผลทำให้
               ระบบการผลิตแบบทีละมากๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ยากจึงมีความจำเป็นที่จะต้องค้นหา

               วิธีการเลี้ยงแบบใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาในจุดนี้

                              ในปี 2513 (ค.ศ. 1970) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.) กับ อาร์เบอร์ เอเคอร์ส (Arbor Acres)
               บริษัทซึ่งเป็นบริษัทไก่พันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (ในขณะนั้นถือหุ้นโดยตระกูล Rockefeller ซึ่งเป็นตระกูล

               นักธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยในหลายๆ ด้าน) ได้ลงทุนก่อตั้งบริษัทร่วมทุนทำให้

               เกิดการนำเข้าไก่พันธุ์ดีมาจากบริษัทของ อาร์เบอร์ เอเคอร์ส ในอินเดีย (ภรณี จิรวงศานนท์ และ หวง เหวย
               เหว่ย, 2559) ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นพันธุ์ไก่เนื้อที่ชื่อว่า “พันธุ์อาเบอร์ CP707” ที่เติบโตได้เร็วกว่าและมี

               อัตราการตายน้อยกว่าพันธุ์ไก่เนื้อเดิมในอดีต ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะทำให้

               ระยะเวลาการเลี้ยงไก่เนื้อลดลงจาก 120-180 วัน เหลือเพียง 45 วัน และเกิดระบบการผลิตไก่เนื้อที่ทันสมัย
               มากยิ่งขึ้น ทั้งการปรับระบบฟาร์มเลี้ยง และการสร้างระบบที่บริษัทฯ ส่งอาหารสัตว์และยารักษาโรค ที่

               เหมาะสมเพียงพอให้แก่เกษตรกรที่รับเลี้ยงไก่

                              ต่อมา ในปี 2516 (ค.ศ. 1973) เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ก่อตั้ง โรงงานชำแหละไก่ที่ทันสมัย
               แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อทำการผลิตเนื้อไก่แช่แข็งส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ทำรายได้และ

               กำไรจำนวนมากให้แก่บริษัทฯ ดังนั้น ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นและเพื่อให้สามารถที่จะแข่งขันกับ

               เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ ภาคธุรกิจรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมฯ จึงเข้ามาลงทุนทำธุรกิจโดยการร่วมธุรกิจกับ



               โครงการแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย:
               กรณีแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก                                        หน้าที่ 30 | 180
   28   29   30   31   32   33   34   35   36   37   38