Page 53 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 53
48
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ - ควรจัดให้มีมาตรฐานยางดิบและมาตรฐานโรงงานแปรรูปยางพารา รวมถึงเทคโนโลยี
ที่ใช้ในการผลิตที่เหมาะสมกับยางดิบของแต่ละท้องถิ่น การติดตามตรวจสอบการปฏิบัติ
ตามมาตรฐานโรงงานอย่างเคร่งครัด ตลอดจนจัดทำานโยบายและมาตรการเร่งด่วนที่จะให้
เกษตรกร ใช้กรดอินทรีย์ทดแทนกรดซัลฟิวริก
ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
๓. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรจัดให้มีการตรวจสอบมลภาวะจาก
โรงงานยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องและสมำ่าเสมอตามมาตรฐานการ
ตรวจสอบมลพิษ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นเหม็น ไอระเหยของกรดซัลฟิวริก ระบบบำาบัด
นำ้าเสีย และมาตรฐานนำ้าทิ้ง ทั้งนี้ ต้องคำานึงถึงปริมาณรวมของมลภาวะที่ปล่อยต่อหน่วย
พื้นที่ด้วย กรณีโรงงานที่จังหวัดอุดรธานีต้องจัดทำาแผนฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผลกระทบ
จากนำ้าทิ้ง และจัดงบประมาณเพื่อการดำาเนินการดังกล่าว โดยประสานงานกับจังหวัด
อุดรธานี และดำาเนินการให้บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องชดใช้ค่าเสียหายในการฟื้นฟู
๔. กระทรวงสาธารณสุข ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพและบำาบัดรักษาผู้ได้รับผลกระทบ
จากมลภาวะ ไอระเหย และกลิ่นเหม็น อย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง
๕. การยางแห่งประเทศไทย ควรจัดให้มีมาตรการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ผู้ประกอบ
การรับซื้อยางจากเกษตรกรที่ใช้สารอินทรีย์ รวมถึงการดำาเนินการสร้างความรับรู้และ
ความตระหนักต่อเกษตรกรชาวสวนยางพารา ในการปรับเปลี่ยนการใช้สารอินทรีย์ทดแทน
กรดซัลฟิวริก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเกษตรกรลดผลกระทบต่อมลพิษ
ในกระบวนการแปรรูปยางพารา และช่วยให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางพาราที่มี
คุณภาพไม่ปนเปื้อนกรดซัลฟิวริก
๖. ผู้ประกอบการทั้งสอง ควรปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบ
ต่อสังคม รวมถึงระงับการดำาเนินการของโรงงานโดยสมัครใจและเปิดดำาเนินการใหม่
เมื่อมั่นใจว่าได้ปรับปรุงระบบการผลิต การกองยาง การบำาบัดนำ้าเสีย การกำาจัดไอระเหย
จากกรดซัลฟิวริกในระดับที่ไม่ก่อผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนรอบโรงงาน รวมถึงมี
มาตรการชดใช้ค่าเสียหายหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการดำาเนินการของผู้ประกอบการ
ทั้งสอง
๑๒. เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางด�า (รายงานฯ ที่
๑๗๑/๒๕๖๑)
เรื่อง
ความเป็นมา : กลุ่มประชาชนขอให้ตรวจสอบกรณีกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องทั้งสิบและเกษตรกร
ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์นำ้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดเพชรบุรี ได้รับผลกระทบ
จากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำา ซึ่งเป็นสัตว์นำ้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่กรมประมง
ได้อนุญาตให้เอกชนนำาเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากปลาหมอสีคางดำาได้กินสัตว์นำ้าขนาดเล็ก
ที่ผู้ร้องทั้งสิบและเกษตรกรที่ได้ทำาการเพาะเลี้ยงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบ
ต่อรายได้ในการประกอบอาชีพ ซึ่ง กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอ
สีคางดำาย่อมมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ
และการประกอบอาชีพของเกษตรกรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการดำารงชีพของประชาชน อันได้รับ
การรับรองไว้ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

