Page 111 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 111
106 ฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ (Human Rights Watch-HRW) เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑ ฮิวแมน ไรทส์ วอทช์
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ ได้เปิดเผยรายงานดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑ กสม. พิจารณา
แล้วเห็นว่ารายงานทั้ง ๒ ฉบับ ได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยบางส่วนไม่ถูก
ต้องหรือไม่เป็นธรรม กสม. จึงแต่งตั้งคณะท�างานพิจารณารายงานทั้ง ๒ ฉบับ โดยวางหลักให้คณะท�างานน�ารายงาน
การตรวจสอบและข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายของ กสม. ที่เสนอต่อรัฐบาล รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย
กฎ ระเบียบ หรือค�าสั่งใด ๆ ที่สอดคล้องกับรายงานทั้ง ๒ เรื่องดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย มาพิจารณาควบคู่
ไปกับผลการด�าเนินการของรัฐบาลตามรายงานหรือข้อเสนอแนะของ กสม. เพื่อตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม
กับทุกฝ่าย ภายหลังการตรวจสอบ กสม. ได้มีค�าชี้แจง ที่ ๑/๒๕๖๑ กรณี การรายงานสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
ในประเทศไทยขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ในประเด็นต่อไปนี้
(๑.๑) กรณีกล่าวอ้างว่าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ กสม. ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะท�าให้
กสม. อ่อนแอลงอย่างมาก ขาดความเป็นอิสระ และเปลี่ยนให้หน่วยงานนี้เป็นเพียงกระบอกเสียงของรัฐบาล กสม.
ชี้แจงว่าสถานะของ กสม. เป็นองค์กรอิสระตามหมวด ๑๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
และยึดโยงกับหลักการปารีส (Paris Principles) ที่ก�าหนดรูปแบบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดจน
อ�านาจหน้าที่ องค์ประกอบ และแนวทางการด�าเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ต้องมีหลักประกัน
ความเป็นอิสระในการท�าหน้าที่ส่งเสริม คุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มีผลปรากฏเป็นจริง
แม้ว่ามาตรา ๒๔๗ (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖ (๔) และมาตรา ๔๔ บัญญัติให้
กสม. มีหน้าที่และอ�านาจในการชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงาน
สถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม แต่อย่างไรก็ดี มาตรา ๒๑๕ ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติรับรององค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นซึ่งรวมถึง กสม.
มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยที่การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อ�านาจ
ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ ดังนั้น กสม.
ย่อมต้องชี้แจงรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องซึ่งเป็นอยู่หรือเคยเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมิได้ขาดความเป็นอิสระหรือ
สูญเสียความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด
(๑.๒) กรณีกล่าวอ้างว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระงับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการทรมานและกระท�าให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. โดยรัฐบาลยังไม่มีการชี้แจงว่าจะบรรจุร่าง
พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาอีกหรือไม่ และประมวลกฎหมายอาญายังไม่ก�าหนดฐานความผิดส�าหรับ
การบังคับบุคคลให้สูญหาย กสม. ตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กสม. ได้มีข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอใน
การปรับปรุงกฎหมายต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย
พ.ศ. .... ไปยังรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๕๘ ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การก�าหนดโทษแก่ผู้บังคับบัญชา
ที่ทราบและจงใจเพิกเฉยต่อการกระท�าผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงการก�าหนดบทบาทของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้
ชัดเจนในการสืบสวนสอบสวนคดีทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย การก�าหนดนิยามที่ชัดเจนของการกระท�าหรือ
การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย�่ายีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้
กระทรวงยุติธรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด�าเนินการพิจารณาต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดท�าประชาพิจารณ์และการประเมิน
ผลกระทบของกฎหมาย ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อย่างไรก็ดี
ในระหว่างการอนุวัติการกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครอง

