Page 251 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 251

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                        กรณีแรก พิจำรณำว่ำ กำรจ�ำแนกควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลในกลุ่มหนึ่งกับบุคคลที่อยู่นอกกลุ่มนั้น
          อยู่บนพื้นฐำนเหตุผลที่สำมำรถเข้ำใจได้หรือไม่ หำกผลกำรพิจำรณำชี้ว่ำ ไม่อยู่บนพื้นฐำนเหตุผลที่เข้ำใจได้ กฎหมำยนั้น
          ก็เป็นกำรเลือกปฏิบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่หำกอยู่บนพื้นฐำนเหตุผลที่เข้ำใจได้ ก็จะต้องพิจำรณำในกรณีที่สองต่อไป

                        กรณีที่สอง พิจำรณำว่ำ กำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันนั้นมีควำมสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ที่ต้องกำรบรรลุ
          หรือไม่ หำกผลกำรพิจำรณำชี้ว่ำ มีควำมสัมพันธ์กัน หรืออำจกล่ำวได้ว่ำกฎหมำยซึ่งเป็นวิธีกำรในกำรบรรลุเป้ำหมำย
          นั้นได้สัดส่วนกับเป้ำหมำยที่ต้องกำรบรรลุ กฎหมำยนั้นก็ผ่ำนเกณฑ์นี้ และไม่ถือเป็นกำรเลือกปฏิบัติ แต่หำกกฎหมำย

          นั้นไม่มีควำมสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ที่ต้องกำรบรรลุ กฎหมำยนั้นก็ไม่ผ่ำนเกณฑ์ กล่ำวคือ เป็นกำรเลือกปฏิบัติที่ขัด
          ต่อรัฐธรรมนูญ

                       ประธำนศำลสูงสุด (Yong Pung How) ได้อธิบำยไว้ด้วยว่ำ กฎหมำยหรือมำตรกำรที่ไม่ผ่ำนเกณฑ์กำร
          พิจำรณำนี้ เรียกว่ำ “กำรเลือกปฏิบัติ” (Discrimination) ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่หำกกฎหมำยหรือมำตรกำรนั้นผ่ำน
          เกณฑ์กำรพิจำรณำดังกล่ำว ก็จะเป็นเพียงแค่ “กำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน” (Differentiation) ซึ่งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ



               ๔.๓.๖ วิเคราะห์รูปแบบและโครงสร้างการก�าหนดหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ


                       จำกกำรบัญญัติกฎหมำยเกี่ยวกับควำมเท่ำเทียมกันและกำรห้ำมเลือกปฏิบัติทั้งกรณีกฎหมำยระหว่ำง
          ประเทศ กฎหมำยต่ำงประเทศ และกฎหมำยไทย จะเห็นรูปแบบโครงสร้ำงที่ส�ำคัญ ดังนี้


                        บัญญัติคุ้มครองหลักควำมเท่ำเทียมกัน (Equality) ซึ่งในหลำยกรณีจะมีกำรบัญญัติหลักควำม
            เท่ำเทียมกันไว้ในส่วนต้นหรือวรรคแรกของมำตรำที่เกี่ยวข้องกับกำรเลือกปฏิบัติ

                        บัญญัติห้ำมกำรเลือกปฏิบัติ ในฐำนะเป็นกำรขยำยควำมกำรคุ้มครองหลักควำมเท่ำเทียมกัน
            เนื่องจำกพิจำรณำว่ำกำรเลือกปฏิบัตินั้นเป็นกำรขัดต่อหลักควำมเท่ำเทียมกัน ดังนั้น กำรห้ำมเลือกปฏิบัติจึงเป็น
            วิธีกำรหนึ่งในกำรบรรลุถึงหลักควำมเท่ำเทียมกัน



                       ในกำรบัญญัติห้ำมกำรเลือกปฏิบัตินี้ มีรูปแบบกำรบัญญัติกฎหมำยและกำรใช้ถ้อยค�ำที่แตกต่ำงกัน แต่
          ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์และหลักกำรเช่นเดียวกัน คือ กำรจ�ำแนกระหว่ำง “กำรกระท�ำที่ต้องห้ำมตำมกฎหมำย” และ “กำร

          กระท�ำที่ไม่ต้องห้ำมตำมกฎหมำย” ซึ่งอำจจ�ำแนกออกเป็นรูปแบบการบัญญัติกฎหมาย ๔ รูปแบบ ดังนี้
                     ๑    ก�ำหนดเรียกกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน อันต้องห้ำมตำมกฎหมำยว่ำ “กำรเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม”

                         (Unfair Discrimination) และก�ำหนดเรียกกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตำมที่

                         กฎหมำยก�ำหนดว่ำ “กำรเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม” ดังเช่นกรณีกฎหมำยแอฟริกำใต้
                     ๒   ก�ำหนดเรียกกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน อันต้องห้ำมตำมกฎหมำยว่ำ “กำรเลือกปฏิบัติที่มิชอบ
                          ด้วยกฎหมำย” (Unlawful Discrimination) และก�ำหนดเรียกกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันแต่มีเหตุผล

                         อันสมควรตำมที่กฎหมำยก�ำหนดว่ำ “กำรเลือกปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมำย” ดังเช่นกรณีกฎหมำย
                         ออสเตรเลีย
                     ๓   ก�ำหนดเรียกกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน  อันต้องห้ำมตำมกฎหมำยว่ำ  “กำรกระท�ำที่เป็น

                         กำรเลือกปฏิบัติ” (Discriminatory Practice) และก�ำหนดเรียกกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน แต่มี
                          เหตุผลอันสมควรตำมที่กฎหมำยก�ำหนดว่ำ “กำรกระท�ำที่ไม่ใช่กำรกระท�ำอันเป็นกำรเลือกปฏิบัติ”

                         (It is not a Discriminatory Practice) ดังเช่นกรณีกฎหมำยแคนำดำ



                                                        250
   246   247   248   249   250   251   252   253   254   255   256