Page 170 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 170

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ






                 ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อศาลที่เรียกว่า ค่าธรรมเนียมศาล แต่หากเป็นบุคคลยากจนไม่มีเงิน
                 ที่จะเสียค่าธรรมเนียม อาจร้องขอด�าเนินคดีอย่างคนอนาถาได้ ...ก่อนที่ศาลจะมีค�าสั่งให้คู่ความด�าเนินคดีอย่างคน

                 อนาถา จะต้องท�าการไต่สวนเสียก่อนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าคู่ความเป็นคนยากจนจริง ก็จะสั่งให้คู่ความที่ขอด�าเนิน
                 คดีอย่างคนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในชั้นศาลอุทธรณ์ ...การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งเช่นนี้ต้องพิจารณาถึงเหตุผล

                 และความจ�าเป็นของคู่ความเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งอย่างไรแล้ว ก็ให้
                 สิทธิแก่คู่ความที่ขอด�าเนินคดีอย่างคนอนาถามีสิทธิอุทธรณ์ต่อไปได้ ค�าสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด ที่
                 บัญญัติเช่นนี้ก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณากลั่นกรองค�าสั่งศาลชั้นต้นอีกครั้ง การที่ให้ค�าสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

                 นั้นเนื่องจากปัญหาที่ว่าบุคคลนั้นเป็นคนยากจนหรือไม่ ได้รับการพิจารณามาแล้วถึงสองศาล และปัญหาข้อนี้ไม่ใช่
                 ประเด็นในคดีโดยตรง จึงควรให้ยุติที่ศาลอุทธรณ์ ไม่ควรให้ยืดเยื้อฎีกาต่อไปได้อีก ซึ่งเหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่

                 ความแล้ว กรณีดังกล่าวแม้เป็นการจ�ากัดสิทธิอยู่บ้างแต่ก็เป็นการจ�ากัดเท่าที่จ�าเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระ
                 ส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ นอกจากนี้ ยังใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือ
                 แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง เป็นบทบัญญัติที่ใช้กับคู่ความอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ค�านึงถึงฐานะของคู่

                 ความแต่อย่างใด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า จึงไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
                 แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙ และ ๓๐









                      ๑๓) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๑/๒๕๕๐



                         ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก็คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.
                ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘ และ มาตรา ๓๐

                หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ามาตรา ๕๑ ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาการฟ้องคดี
                ที่ก�าหนดให้ผู้ฟ้องคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระท�าละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)
                และคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) จะต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน

                หนึ่งปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี เห็นได้ว่าให้สิทธิแก่ผู้ฟ้องคดีในการฟ้องคดีที่เกิดขึ้นอันสอดคล้อง
                กับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐ เป็นบทบัญญัติให้บุคคลทุกคนย่อมเสมอกัน

                ในกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองโดยเท่าเทียมกันในกฎหมายที่บุคคลนั้นถูกบังคับใช้อยู่ กล่าวคือ หากผู้ฟ้องคดี
                น�าคดีมาขึ้นสู่ศาลปกครอง กระบวนวิธีพิจารณาความก็ย่อมมีความเท่าเทียมกันกับบุคคลอื่นที่น�าคดีมาขึ้นสู่ศาล
                ปกครองเช่นเดียวกัน มาตรา ๕๑ ดังกล่าวจึงมิได้ให้สิทธิแก่บุคคลที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้แตกต่างกัน จึงมิได้ขัด

                รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๐ แต่อย่างใด














                                                               169
   165   166   167   168   169   170   171   172   173   174   175