Page 165 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 165

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                   การพิจารณาเพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ และแต่งตั้งให้ด�ารงต�าแหน่งอัยการ
           ผู้ช่วย จึงมีมาตรการที่แตกต่างและเข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปด�ารงต�าแหน่งอื่นอยู่บ้าง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙
           วรรคหนึ่ง บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การจ�ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระท�ามิได้ เว้น

           แต่โดยอาศัยอ�านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้ก�าหนดไว้และเท่าที่จ�าเป็นเท่านั้น และ
           จะกระทบกระเทือนสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ และวรรคสอง บัญญัติรับรองไว้ว่า กฎหมายตามวรรค
           หนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการ

           เจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ให้อ�านาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย ซึ่งบทบัญญัติวรรคหนึ่งและ
           วรรคสองให้น�ามาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอ�านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย โดยอนุโลม

                   เมื่อพิจารณาถึงพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ (๑๑) ค�าว่า "มีกาย...
           ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ" จะใช้ควบคู่กับมาตรา ๓๓ (๑๒) ที่บัญญัติว่า "เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มี
           จ�านวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่ง ก.อ. จะได้ก�าหนด ได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.อ. ได้พิจารณารายงานของ

           แพทย์เห็นว่าสมควรรับสมัครได้" บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา
           ๓๓ (๑๑) เป็นไปตามความจ�าเป็นและความเหมาะสมของฝ่ายอัยการ จึงเห็นว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติ

           ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ (๑๑) ดังกล่าวเป็นลักษณะตามข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญ
           มาตรา ๒๙ ซึ่งไม่กระทบกระเทือนถึงสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมาย
           ให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็น

           ธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ แต่อย่างใด
                   ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยตามเสียงข้างมาก ๑๒ เสียง ว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
           พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ (๑๑) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐

                   (หมายเหตุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จ�านวน ๓ คน เห็นว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ

           ฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ (๑๑) เฉพาะค�าว่า "มีกาย...ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ" ขัดต่อ
           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจ

           อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นการเกินขอบเขตโดยอ้างเหตุตามความเหมาะสมแทนความสามารถ)








                ๕) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔๘/๒๕๔๕



                   ผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร เป็นจ�าเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยอ้างเหตุผลตามค�าฟ้องว่า
           เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประเมินให้ผู้ร้องเสียภาษีเงินได้ประจ�าปี

           ๒๕๔๐ และปี ๒๕๓๙ เพิ่ม รวมเป็นเงิน ๑๑๒,๖๖๓ บาท และ ๓๗,๓๑๙ บาท โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องต้องน�าเงินได้ของ
           ภริยา ซึ่งเป็นรายได้อื่นที่ไม่ใช่รายได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) มารวมค�านวณเป็นเงินได้ของผู้ร้อง ผู้ร้อง
           ได้ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ยกอุทธรณ์ผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่า ผู้ร้องเป็นสามี มีหน้าที่ยื่นแบบ

           แสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. ๙๐) โดยน�าเงินได้พึงประเมินของภริยาซึ่งมิใช่เงินได้พึงประเมินตาม
           มาตรา ๔๐ (๑) ที่ประสงค์แยกยื่นแบบแสดงรายการมารวมเป็นเงินได้ของผู้ร้องด้วย โดยให้ผู้ร้องเสียภาษีและเงินเพิ่ม




                                                         164
   160   161   162   163   164   165   166   167   168   169   170