Page 168 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 168

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ






                      ๙) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔๑/๒๕๔๘


                         มีประเด็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๕ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

                มาตรา ๒๙ และ ๓๐ เนื่องจากบัญญัติให้ผู้รับโอนต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้โอนในภาษีที่ค้างช�าระ “ไม่ว่า
                จะรับโอนมาด้วยเหตุใด ๆ” กฎหมายบัญญัติให้ความคุ้มครองรัฐฝ่ายเดียวด้วยการปิดปากมิให้ผู้รับโอนยกข้อต่อสู้

                ใด ๆ ได้เลย แม้จะเป็นผู้รับโอนที่สุจริตและมีค่าตอบแทน ท�าให้ผู้รับโอนเสียเปรียบ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กฎหมาย
                ดังกล่าวตราขึ้นเพื่อให้รัฐโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหารายได้จากการจัดเก็บภาษีส�าหรับใช้จ่ายในการบริหาร
                กิจการสาธารณะตามอ�านาจหน้าที่ขององค์กร อันเป็นกิจการเพื่อสาธารณประโยชน์ ภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษี

                อากรอย่างหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๙ บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากร กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทกฎหมายเฉพาะ
                เพื่อการที่รัฐธรรมนูญก�าหนดและเท่าที่จ�าเป็น ไม่กระทบกระเทือนสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีผลใช้บังคับ

                เป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ใช้กับบุคคลโดย
                เสมอกันและให้ความคุ้มครองแก่บุคคลอย่างเท่าเทียมกันไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ
                แห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นก�าเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะ

                ทางเศรษฐกิจหรือสังคม...การเรียกเก็บภาษีโรงเรือนที่ค้างช�าระจากผู้รับโอนที่ดินและโรงเรือนร่วมกับผู้โอนจึงไม่ขัด
                หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙ และ ๓๐







                      ๑๐) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๓/๒๕๔๘



                         จ�าเลยโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐ มีลักษณะเป็นการจ�ากัดสิทธิ
                ของบุคคลซึ่งเป็นนายจ้างโดยให้สิทธิเฉพาะลูกจ้างฝ่ายเดียวที่มีสิทธิยื่นค�าขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน
                พิจารณาวินิจฉัย และให้สิทธิแก่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานเลือกปฏิบัติโดยอาศัยความแตกต่างในสถานะ

                ของนายจ้างและลูกจ้างโดยไม่ค�านึงถึงความเป็นธรรมให้ฝ่ายนายจ้าง ไม่ให้สิทธิใด ๆ แก่ฝ่ายนายจ้างและไม่ได้รับ
                ความเสมอกันในบทบัญญัติของกฎหมายเท่ากับฝ่ายลูกจ้าง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ และ ๓๐
                ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐ เป็นกฎหมายที่มี

                เจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างผู้มีฐานะที่ด้อยทางเศรษฐกิจและมีลักษณะเป็นการก�าหนดมาตรฐานขั้นต�่าที่ลูกจ้าง
                พึงได้รับการปฏิบัติจากนายจ้าง อีกทั้งยังเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและบัญญัติขึ้นเพื่อ

                แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างและมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้าง จึงเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อ
                การที่รัฐธรรมนูญได้ก�าหนดไว้และเท่าที่จ�าเป็นแล้วโดยไม่กระทบกระเทือนถึงสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพแต่
                อย่างใด และมิได้ขัดต่อหลักความเสมอภาค และยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิ และเสรีภาพเช่นเดียว

                กับนายจ้าง ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
                พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙ และ ๓๐










                                                               167
   163   164   165   166   167   168   169   170   171   172   173