Page 167 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 167

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ






                ๗) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓/๒๕๔๖


                   ผู้ร้องเห็นว่า การก�าหนดเงื่อนไขเพื่อก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์และการก�าหนดเงื่อนเวลาขอใช้สิทธิประโยชน์

           หรือการสิ้นสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ มาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง และ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งขัด
           หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติประกัน

           สังคมฯ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องโดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อ
           ช่วยเหลือกรณีคลอดบุตรด้วย จึงเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญก�าหนดไว้และเท่าที่จ�าเป็นและ
           การก�าหนดระยะเวลายื่นค�าร้องขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีก็มีผลใช้บังคับกับลูกจ้างทุกคน ซึ่งหากลูกจ้าง

           ผู้ประกันตนคนใดมีเหตุจ�าเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามก�าหนดเวลานั้นได้ก็อาจยื่นค�าร้องก่อนสิ้นก�าหนดเวลานั้น
           เพื่อขอขยายหรือเลื่อนก�าหนดเวลาออกไปได้ตามกรณีแห่งความจ�าเป็นแก่กรณี เงื่อนไขดังกล่าวไม่กระทบกระเทือน

           สาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณี
           หนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
           ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙ และ ๓๐






                ๘) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔๑/๒๕๔๗



                   ผู้ร้องอ้างว่า ประมวลรัษฏากร มาตรา ๑๒๑ ให้สิทธิและยกเว้นแก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ต้อง
           ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอ�านาจแต่ในขณะเดียวกันฝ่ายผู้ร้องต้องปิดอากรแสตมป์หากไม่ปิดไม่สามารถ

           รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เป็นบทบัญญัติที่เป็นการแบ่งชั้นวรรณะก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในกฎหมาย จึงขัด
           ต่อรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกามีค�าสั่งให้ส่งความเห็นของผู้ร้องตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ
           พิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒๑ เป็นเรื่องการเสียอากร โดยปกติการที่กฎหมายบัญญัติให้

           ต้องมีการเสียอากรก็เพื่อให้เป็นรายได้ให้แก่รัฐ เป็นเงินได้ของรัฐที่เก็บเอาจากประชาชนเพื่อน�าไปใช้จ่ายเป็นเงิน
           งบประมาณแผ่นดิน มีวัตถุประสงค์ที่จะเก็บจากประชาชนที่จะได้รับบริการจากรัฐไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเก็บจาก

           รัฐเอง การที่มาตรา ๑๒๑ บัญญัติว่าถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลเจ้าพนักงานของรัฐที่กระท�าการของรัฐบาล
           โดยหน้าที่หรือบุคคลผู้กระท�าการในนามของรัฐบาลไม่ต้องเสียอากรแสตมป์จึงชอบด้วยวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
           ดังกล่าวแล้วไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลทั่วไป และตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๙ ก็ได้บัญญัติ

           ให้บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ การเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒๑ ก็เป็น
           ภาษีอากรอย่างหนึ่งการที่ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒๑ บัญญัติยกเว้นให้โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกระทรวง

           ในรัฐบาลไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอ�านาจ แต่ผู้ร้องต้องปิดอากรแสตมป์จึงจะสามารถรับฟังเป็นพยาน
           หลักฐานได้อาจเป็นการจ�ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙
           และ ๓๐ นั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่งก็ได้บัญญัติยกเว้นโดยอาศัยอ�านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

           เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญก�าหนดไว้และเท่าที่จ�าเป็นและที่ไม่กระทบกระเทือนสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ
           ด้วยเหตุผลดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒๑ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่ง
           ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ ประกอบมาตรา ๒๙




                                                         166
   162   163   164   165   166   167   168   169   170   171   172