Page 166 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 166
กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
ทั้งสองฉบับรวม ๑๒๙,๐๑๙.๙๐ บาท การที่ให้น�าเงินได้ของภริยาผู้ร้องมารวมกับเงินได้ของผู้ร้องเอาไปค�านวณภาษี
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี กับที่ มาตรา ๕๗ เบญจ ได้ก�าหนดให้ภริยาเท่านั้น ที่มีสิทธิแยกยื่นรายการและ
เสียภาษี เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยยอมให้ถือเป็นเงินได้ของสามี ตามมาตรา ๕๗
ตรี การไม่ก�าหนดให้สามีมีสิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหาก เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา
๔๐ (๑) ด้วยจึงเป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศ ผู้ร้องเห็นว่าบทบัญญัติ
แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ เป็นกฎหมายที่ท�าให้บุคคลไม่เสมอกันในกฎหมาย และ
ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ท�าให้ชายและหญิงมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๓๐
พิจารณาประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี แล้ว แม้เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สิน
ของบุคคล ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ แต่การตรากฎหมายจ�ากัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล
ก็สามารถท�าได้ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ
วินิจฉัยว่า เป็นกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของรัฐ มีผลใช้บังคับกับสามีและภริยาทั้งหมดที่มีเงินได้พึง
ประเมิน เป็นการทั่วไปอย่างเท่าเทียมกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่ง
ความแตกต่างในเรื่องถิ่นก�าเนิด เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือ
สังคม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสาม แม้ว่าประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี ก�าหนดให้ถือเงิน
ได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี โดยให้สามีมีหน้าที่ยื่นรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนภริยาจะ
กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้เป็นสามีอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็เท่าที่จ�าเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
ของรัฐ และมิได้กระทบต่อสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลครอบครัว และทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ใน
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ ดังนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐
๖) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๗/๒๕๔๖
คดีนี้มีประเด็นว่า พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ไม่ได้ให้สิทธิแก่ชายต่างด้าวที่สมรสกับหญิงไทย
ในการที่จะได้สัญชาติโดยการแปลงชาติได้เช่นเดียวกับหญิงต่างด้าวที่สมรสกับชายสัญชาติไทยนั้น ก่อให้เกิดปัญหา
สถานะของบุคคลและการตั้งสถานะครอบครัวของหญิงที่ไม่เสมอภาคระหว่างหญิงสัญชาติไทยกับชายสัญชาติไทย
ที่สมรสกับต่างด้าว ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๙ วรรค
หนึ่งบัญญัติว่า “หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สมรสกับผู้มีสัญชาติไทยถ้าประสงค์จะได้สัญชาติไทยให้ยื่นค�าขอต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่ก�าหนดในกฎกระทรวง” เมื่อพิจารณาแล้วไม่ถือเป็นบทบัญญัติที่ก่อให้เกิด
ความไม่เสมอภาคกันในกฎหมายระหว่างชายและหญิง หรือเป็นการท�าให้ชายและหญิงไม่ได้มีสิทธิเท่าเทียมกันด้วย
เหตุที่เป็นมาตรการที่รัฐก�าหนดขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและความมั่นคงของประเทศซึ่งมิได้ตัดสิทธิของชาย
ต่างด้าวที่สมรสกับหญิงสัญชาติไทยก็อาจได้สัญชาติไทยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กฎหมายบัญญัติ คือ มาตรา
๑๐ ๑๑ และ ๑๒ ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากและก่อให้เกิดปัญหาในสถานะของบุคคลแต่ประการใด จึงมิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ
โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศ ดังนั้น พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘
มาตรา ๙ จึงสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ แล้ว
165

