Page 169 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 169

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                ๑๑) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๐/๒๕๔๙



                   ประเด็นเกี่ยวกับหลักความเท่าเทียมกันและการเลือกปฏิบัติที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวล
          กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ประกอบมาตรา ๓
          มาตรา ๔ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๓๓ หรือไม่

                   ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๓ มาตรา ๔ เป็นบทบัญญัติในหมวด ๑ บททั่วไป รัฐธรรมนูญ
          มาตรา ๓ เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยอ�านาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งประกอบด้วยอ�านาจนิติบัญญัติ อ�านาจ
          บริหาร อ�านาจตุลาการ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อ�านาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา

          ๔ เป็นบทบัญญัติรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง รัฐธรรมนูญ
          มาตรา ๒๙ เป็นบทบัญญัติวางหลักประกันความมั่นคงแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะ
          ถูกจ�ากัดมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอ�านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญก�าหนดไว้และเท่าที่

          จ�าเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระส�าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพมิได้ เป็นการวางหลักคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
          ของบุคคลไว้ ถ้ารัฐสภาจะตรากฎหมายมาจ�ากัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สามารถกระท�าได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่

          รัฐธรรมนูญก�าหนดเท่านั้น ทั้งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่
          บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐ เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของชนชาว
          ไทยให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมายและได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

          แพ่ง มาตรา ๒๓๖ เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความยื่นค�าร้องอุทธรณ์ค�าสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์
          ต่อศาลอุทธรณ์ หากเห็นว่าค�าสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้โดยทั่วไป

                   ดังนั้น มาตรา ๒๓๖ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่ง
          ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๓๓





                ๑๒) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕/๒๕๔๙



                                                                                66
                   ผู้ร้องกับพวกอ้างว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖  บัญญัติให้คู่ความที่มีฐานะ
           ยากจนมีสิทธิจะฟ้องหรือต่อสู้คดีทางศาลได้ โดยให้ศาลมีค�าสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมเพื่อให้โอกาสคู่ความได้ต่อสู้คดี

           ถึงที่สุด ทั้งนี้ หากกฎหมายก�าหนดให้คู่ความจะต้องช�าระค่าฤชาธรรมเนียมศาลทุกกรณีแล้วจะเป็นการตัดสิทธิหรือ
           ปิดโอกาสผู้ซึ่งมีฐานะยากจนไม่มีเงินเพียงพอหรือไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะน�ามาช�าระค่าธรรมเนียมศาลต้องถูกจ�ากัด

           สิทธิ การที่ศาลชั้นต้นมีค�าสั่งไม่รับฎีกาจึงเป็นการตัดสิทธิผู้ร้องกับพวกอันเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราช
           อาณาจักรไทย มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
           มาตรา ๑๕๖ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอด�าเนินคดีอย่างคนอนาถาในศาล โดยปกติการด�าเนินคดีแพ่ง คู่ความหรือ




                 66   คดีนี้ตัดสินก่อนมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ ต่อมาในปี ๒๕๕๑ มาตรา ๑๕๖ ได้มีการแก้ไข
          เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยหลักการเกี่ยวกับการ
          อุทธรณ์ค�าสั่งปรากฏในมาตรา ๑๕๖/๑ ดังนี้ “ในกรณีที่ศาลมีค�าสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หรือมี
          ค�าสั่งให้ยกค�าร้อง ผู้ขออาจอุทธรณ์ค�าสั่งนั้นต่อศาลได้ภายในก�าหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีค�าสั่ง ค�าสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็น
          ที่สุด”

                                                         168
   164   165   166   167   168   169   170   171   172   173   174