Page 290 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 290

240 | P a g e




               ละประเทศมักจะไมวินิจฉัยวาแนวทางปฏิบัติใดเปนจารีตประเพณีระหวางประเทศจนกวาศาลยุติธรรมระหวาง

               ประเทศก็ดี หรือองคการระหวางประเทศ ไดวินิจฉัยไวเปนบรรทัดฐานแลว

                         สําหรับประเทศไทยในการนําจารีตประเพณีระหวางประเทศมาใชบังคับภายในประเทศตาม

               แนวทางปฏิบัติของศาลจะแตกตางจากกรณีการนําสนธิสัญญามาใช กลาวคือ หากแนวทางปฏิบัติใดเปน

               แนวทางปฏิบัติที่สังคมระหวางประเทศใหการรับรองวาเปนจารีตประเพณีระหวางประเทศแลว ศาลไทยจะ

               หยิบยกจารีตประเพณีระหวางประเทศขึ้นวินิจฉัยทันที  เชน คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542 และคํา

               วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 ศาลรัฐธรรมหยิบยกอนุสัญญากรุงเวียนนาวาดวยกฎหมายสนธิสัญญา

               ค.ศ. 1969 ซึ่งประเทศไทยมิไดเปนภาคี (แตศาลยุติธรรมระหวางประเทศไดเคยวินิจฉัยไววาแนวทางปฏิบัติ
               ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาวาดวยกฎหมายสนธิสัญญาเปนจารีตประเพณีระหวางประเทศแลว) ขึ้นมาวินิจฉัยวา

               ตราสารที่ประเทศไทยไดลงนามไปนั้น (Letters of Intent, Joint Communique) เปนสนธิสัญญาหรือไม

               โดยในคําวินิจฉัยที่ 11/2542 ไดระบุชัดเจนวาศาลนํามาใชในฐานะที่เปนจารีตประเพณีระหวางเทศ โดยไม

               จําเปนตองอางถึงมาตรา 4 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยที่บัญญัติวา


                              “มาตรา 4 กฎหมายนั้นตองใชในบรรดากรณีซึ่งตองดวยบท บัญญัติใด ๆ แหงกฎหมายตาม
                      ตัวอักษร หรือตามความมุงหมาย ของบทบัญญัตินั้น ๆ


                              เมื่อไมมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได ใหวินิจฉัยคดีนั้นตาม จารีตประเพณีแหงทองถิ่น

                       ถาไมมีจารีตประเพณีเชนวานั้น ใหวินิจฉัย คดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกลเคียงอยางยิ่งและถาบท

                       กฎหมาย เชนนั้นก็ไมมีดวย ใหวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”


                         ทั้งนี้คําวา “จารีตประเพณีแหงทองถิ่น” ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยจะถือวามีลักษณะ

               อยางเดียวกันกับ “จารีตประเพณีระหวางประเทศ” หรือไมนั้น ผูวิจัยเห็นวา หากพิจารณาตามองคประกอบ
               การเกิดขึ้นของจารีตประเพณีระหวางประเทศ ไดแก 1) การปฏิบัติทั่วไปของรัฐทั้งหลาย และ 2) รัฐทั้งหลาย

               ยอมรับแนวทางปฏิบัตินั้นวาเปนกฎหมายแลว อาจเปนไปไดวาจารีตประเพณีระหวางประเทศถือวาเปนสวน

               หนึ่งของจารีตประเพณีแหงทองถิ่นตามมาตรา 4 ได เนื่องจากกอนที่แนวทางปฏิบัติใดจะกลายเปนจารีต

               ประเพณีระหวางประเทศได จะตองมีพัฒนาการมาจากจารีตประเพณีแหงทองถิ่นเสียกอน กลาวคือจารีต

               ประเพณีระหวางประเทศเปนแนวทางปฏิบัติของรัฐทั่วไป ซึ่งไดถือปฏิบัติโดยสอดคลองตองกันหลายรัฐ มี
               ความตอเนื่องเปนไปในแนวทางเดียวกัน  หากมีรัฐใด (รวมถึงประเทศไทย) คัดคานแนวปฏิบัตินั้นก็ไมถือวา

               เปนจารีตปะเพณีระหวางประเทศ  แตถาไมมีการคัดคานเกิดขึ้น ยอมถือวาแนวปฏิบัตินั้นเปน States

               practice ได และหากแนวปฏิบัตินั้นไดรับการยอมรับนับถือวาเปนสิ่งที่ชอบเสมือนเปนกฎหมายอยางหนึ่ง ก็

               จะครบองคประกอบของจารีตประเพณีระหวางประเทศ มีผลผูกพันรัฐทั้งหลายรวมถึงประเทศไทยใหตอง
   285   286   287   288   289   290   291   292   293   294   295