Page 225 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 225
P a ge | 175
ตอไป แลวจึงมีคําสั่งหรือคําพิพากษาใหมตามรูปคดี ที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาแกเปนวาใหยกฟองโจทกที่ 3 ถึงที่
19 นอกจากที่แก ใหเปนไปตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ โดยศาลฎีกาไดใหเหตุผลวา: -
ในเรื่องอํานาจฟองนั้น โจทกที่ 1 และที่ 2 มีอํานาจฟอง แตโจทกที่ 3 ถึงที่ 19 ไมมีอํานาจฟอง
กลาวคือ โจทกที่ 1 และที่ 2 เปนองคกรปกครองสวนทองถิ่น มีหนาที่ในการคุมครอง ดูแล และบํารุงรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 290
พระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. 2537 มาตรา 23 พระราชบัญญัติองคการ
บริหารสวนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 45 จึงมีอํานาจฟองขอใหศาลมีคําสั่งหามมิใหจําเลยที่ 4 และที่ 5
กระทํา หรือขอใหบังคับจําเลยที่ 4 และที่ 5 ปรับปรุงแกไขหาดมาหยาใหกลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได
ซึ่งรวมทั้งฟองจําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคําสั่งอนุญาตใหจําเลยที่ 4 และที่ 5 เขาไปถายทําภาพยนตรไดดวย
สวนกรณีของโจทกที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งไมมีอํานาจฟองนั้น การที่โจทกที่ 3 ถึงที่ 19 อางวาตนเปน
บุคคลในชุมชนทองถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ จึงมีอํานาจฟองตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 มาตรา 46 นั้น ศาลฎีกาเห็นวา คําวา “ชุมชนทองถิ่นดั้งเดิม” ยังไมมีคํานิยาม ความหมาย
หรือขอบเขตที่แนนอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ตองมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อ
ในขณะที่โจทกที่ 3 ถึงที่ 19 ฟอง ยังไมมีกฎหมายบัญญัติออกมาใชบังคับ ดังนั้น ยังไมอาจถือไดวามีการโตแยง
เกี่ยวกับสิทธิหรือหนาที่ของโจทกที่ 3 ถึงที่ 19 แลว โจทกที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไมมีอํานาจฟอง และไมมีสิทธิฎีกา
ดวย
นอกจากเรื่องอํานาจฟองแลว ในเรื่องคําขอใหวินิจฉัยคําสั่งนั้น ศาลฎีกาเห็นวา แมคําสั่งทาง
ปกครองที่เจาหนาที่ออกคําสั่งโดยไมชอบดวยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนได แตสําหรับคดีนี้ โจทกที่ 1 และที่ 2
ฟองคดีวาคําสั่งทางปกครองของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตใหจําเลยที่ 4 เขาไปถายภาพยนตรบริเวณอาวมา
หยา ไมชอบดวยกฎหมาย เปนโมฆะ ขอใหเพิกถอน ก็เพื่อมิใหจําเลยที่ 4 และที่ 5 เขาไปถายทําภาพยนตรใน
บริเวณหาดมาหยา แตเมื่อจําเลยที่ 5 เขาไปถายทําภาพยนตรตามใบอนุญาตเสร็จเรียบรอยจนนําออกฉายทั่ว
โลกแลว การเพิกถอนคําสั่งของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไมบังเกิดผลในทางปฏิบัติแตอยางใด ดังนั้น คําขอขอ 1
และขอ 3 จึงไมมีประโยชนที่จะพิจารณาตอไป

