Page 221 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 221

P a ge  | 171




               ดังกลาวไมสามารถเสนอพยานหลักฐานตอศาลเพื่อพิสูจนวาความเสียหายที่ไดรับเปนผลมาจากการที่ผูถูกฟอง

               คดีที่ 7 ละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาที่ดังกลาวลาชาเกินสมควรในการ

               ปฏิบัติตามมาตรการปองกันและแกไขผลกระทบสิ่งแวดลอมดังกลาว กรณีไมอาจถือไดวา ผูถูกฟองคดีที่ 7

               กระทําละเมิดตอผูฟองคดีทั้ง 16 สํานวน อันจะมีผลใหผูถูกฟองคดีที่ 7 ตองชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผู

               ฟองคดีบางรายที่มีคําขอใหผูถูกฟองคดีที่ 7 ชดใชคาสินไหมทดแทน


                        ประเด็นที่ตองพิจารณาตอไปมีวาผูถูกฟองคดีที่ 1 และผูถูกฟองคดีที่ 3 ละเลยตอหนาที่ตามที่

               กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติในการควบคุมการทําเหมืองและการปฏิบัติตามมาตรการปองกันและแกไข

               ผลกระทบสิ่งแวดลอมของผูถูกฟองคดีที่ 7 หรือไม กรณีผูถูกฟองคดีที่ 1 เห็นวา การใชอํานาจในการออกคําสั่ง

               เพิกถอนประทานบัตรการทําเหมืองหรือไม เปนอํานาจดุลพินิจของผูถูกฟองคดีที่ 1 ตามมาตรา 137 และ

               มาตรา 138 แหงพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 โดยการใชดุลพินิจของผูถูกฟองคดีที่ 1 ในเรื่องนี้จะตอง

               คํานึงถึงเหตุผล ความจําเปน รวมถึงขอดีและขอเสียที่จะเกิดขึ้นแกประชาชนหรือประโยชนสาธารณะ หากมี

               การสั่งเพิกถอนประทานบัตรดังกลาว เมื่อการใชอํานาจเพิกถอนประทานบัตรยอมสงผลกระทบตอการผลิต

               กระแสไฟฟา อันจะเกิดความเสียหายตอประโยชนสาธารณะและประชาชนมากกวาผลดีที่จะไดรับ ผูถูกฟอง

               คดีที่ 1 จึงไมมีความจําเปนที่จะตองเพิกถอนประทานบัตรของผูถูกฟองคดีที่ 7  ดังนั้น การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1

               ไมออกคําสั่งเพิกถอนประทานบัตรจึงไมเปนการละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติ สําหรับ

               กรณีผูถูกฟองคดีที่ 3 ที่ไดทราบถึงการไมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดไวในการออกประทานบัตรของผูถูกฟอง

               คดีที่  7 แลว ผูถูกฟองคดีที่ 3 มีหนาที่ที่จะตองพิจารณาดําเนินคดีกับผูถูกฟองคดีที่ 7 ตามมาตรา 138 แหง

               พระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 และควบคุมดูแลมิใหผูถูกฟองคดีที่ 7 ละเลยตอหนาที่ในการปฏิบัติตาม

               มาตรการปองกันและแกไขผลกระทบสิ่งแวดลอมตอไป การที่ผูถูกฟองคดีที่ 3 ไมไดดําเนินคดีกับผูถูกฟองคดีที่

               7 ตามอํานาจหนาที่ดังกลาว จึงถือไดวาผูถูกฟองคดีที่ 3 ละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติ


                        ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแกคําพิพากษาศาลปกครองชั้นตนเปนใหผูถูกฟองคดีที่ 7 ปฏิบัติตาม

               มาตรการปองกันและแกไขผลกระทบสิ่งแวดลอม ดังนี้ 1) ใหทําการติดตั้งมานน้ําเพื่อเปนการลดฝุนละอองใน

               บรรยากาศ มีความยาว 800 เมตร ระหวางที่ทิ้งดินดานทิศตะวันออกกับบานหัวฝาย และระหวางที่ทิ้งดินดาน

               ทิศตะวันตกกับหมูบานทางทิศใต 2) ใหจัดตั้งคณะทํางานระดับทองถิ่นและผูเชี่ยวชาญรวมกันพิจารณาในการ


               อพยพราษฎรที่ไดรับผลกระทบที่อาจนําไปสูอันตรายตอชีวิตและทรัพยสินและมีความประสงคจะอพยพในการ
               อพยพหมูบานออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร 3) ใหฟนฟูขุมเหมืองใหใกลเคียงกับสภาพเดิมตาม


               ธรรมชาติ โดยการถมดินกลับในบอเหมืองใหมากที่สุดและใหปลูกปาทดแทน เฉพาะในสวนที่ผูถูกฟองคดีที่ 7
   216   217   218   219   220   221   222   223   224   225   226