Page 223 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 223

P a ge  | 173




                        ศาลชั้นตนพิจารณาพิพากษาใหจําเลยชําระเงินใหโจทกทั้งเจ็ดรวม 1,149,667.50 บาท พรอม

               ดอกเบี้ยนับแตวันฟองเปนตนไป จนกวาจะชําระเสร็จแกโจทกทั้งเจ็ด จําเลยอุทธรณ พยานโจทกปากนาย

               ยรรยง เปนนักวิชาการและผูตรวจสอบคุณภาพน้ําในลําหวยโจดและลําน้ําพอง ไมมีสวนไดเสียกับฝายใด รับฟง

               เปนพยานคนกลางได ซึ่งพยานโจทกเบิกความยืนยันวาสภาพน้ําเสีย ในลําหวยโจดและลําน้ําพองเกิดจากแหลง

               อุตสาหกรรมที่มีการรั่วไหลของน้ําเสียจากโรงงานออกมา นอกจากนั้น อุทธรณของจําเลยก็ยอมรับวาแมจําเลย

               จะไมปลอยน้ําทิ้งลงสูลําหวยโจดตามขอตกลงกับทางราชการ แตอาจจะมีการรั่วไหลเปนบางครั้ง และจากการ

               ที่กรมโรงงาน อุตสาหกรรมมีคําสั่งปดโรงงานของจําเลย และใหจําเลยทําการปรับปรุงแกไขปญหาสามประการ

               แสดงวา การกระทําของจําเลยเปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหน้ําในลําหวยโจดและลําน้ําพองเนาเสียจนเปนเหตุใหปลา

               ที่ โจทกทั้งเจ็ดเลี้ยงไวในกระชังตาย โจทกทั้งเจ็ดเลี้ยงปลาในกระชังในลําน้ําพองโดยไมไดรับอนุญาตจากกรม

               ประมงตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 นั้น ศาลชั้นตนไดวินิจฉัยแลววาโจทกทั้งเจ็ดมีสวนประมาท

               เลินเลอกอใหเกิดความเสียหายดวย อีกทั้งกําหนดใหจําเลยจายคาสินไหมทดแทนแกโจทกแตละคนเพียง

               บางสวนตามความรายแรงแหงการละเมิด ซึ่งคาสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นตนกําหนดใหจําเลยมานั้นนับวา

               เหมาะสมแลว ไมมีเหตุที่ศาลอุทธรณภาค 4 จะเปลี่ยนแปลงแกไข ศาลอุทธรณพิพากษายืน


                          คดีหมายเลขแดงที่ 5818/2549 ศาลฎีกา: สิทธิชุมชนในการฟองคดีสิ่งแวดลอมเพื่อรักษา

                        ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอาวมาหยา


                        คดีนี้ องคการบริหารสวนตําบลอาวนาง กับพวกรวม 19 คน เปนโจทกยื่นฟองรัฐมนตรีวาการ


               กระทรวงเกษตรและสหกรณ กับพวกรวม 5 คนเปนจําเลย โดยโจทกที่ 1 และที่ 2 เปนองคกรปกครองสวน
               ทองถิ่น มีอํานาจหนาที่ในการคุมครองดูแลจัดการและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยาง


               ยั่งยืนและดูแลทรัพยสินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน โจทกที่ 3 ถึงที่ 19 อางวาตนเปนบุคคลในชุมชน
               ทองถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่และอาศัยอยูบริเวณรอบอาวมาหยา เกาะพีพีเล ซึ่งอยูใกลเคียงเขตอุทยาน


               แหงชาติหากนพรัตนธารา หมูเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เปนผูมีสิทธิที่จะมีสวนรวมในการบํารุงรักษาและการได
               ประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในเขตอุทยานแหงชาติดังกลาว รวมทั้งมี


               สิทธิที่จะฟองรองหนวยงานราชการหรือหนวยงานของรัฐเพื่อใหปฏิบัติตามที่บัญญัติไวในกฎหมายเกี่ยวกับการ
               คุมครองดูแลและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดลอม



                        จําเลยที่ 1 เปนผูรักษาการตามพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 เปนผูแตงตั้ง

               คณะกรรมการอุทยานแหงชาติ และแตงตั้งพนักงานเจาหนาที่ในการดําเนินการตามพระราชบัญญัติดังกลาว

               จําเลยที่ 2 เปนกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ มีอํานาจหนาที่ตามพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ
   218   219   220   221   222   223   224   225   226   227   228