Page 222 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 222

172 | P a g e




               นําพื้นที่ที่ตองฟนฟูขุมเหมืองไปทําเปนสวนพฤกษชาติและสนามกอลฟ 4) ใหนําพืชที่ปลูกใน wetland ไป

               กําจัด และปลูกเสริมทุกๆ 18 เดือน และตองทําการขุดลอกเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ําใน wetland 5)

               ใหทําการขนสงเปลือกดิน โดยใชระบบสายพานที่มีการติดตั้งระบบสเปรยน้ําตามแนวสายพาน ใหวางแผนจุด

               ปลอยดิน โดยใหตําแหนงที่ปลอยดินไมอยูในตําแหนงตนลมที่พัดผานไปยังชุมชนที่อยูโดยรอบ ใหกําหนดพื้นที่

               Buffer Zone ระยะจุดปลอยดินกับชุมชน ใหเปนระยะทางไมนอยกวา 50 เมตร และควรจัดทําเปน Bunker

               ใหจุดปลอยดินอยูต่ํากวาความสูงของ Bunker ในการปลอยดินลงที่เก็บกองดินนั้นจะตองกําหนดเปนตารางที่

               แนนอน โดยใชฤดูเปนเกณฑในการตัดสินตําแหนงที่จะตองหางจากชุมชนมากที่สุด และใหผูถูกฟองคดีที่ 3

               ตรวจสอบกํากับดูแลการประกอบกิจการของผูถูกฟองคดีที่ 7 ใหปฏิบัติตามเงื่อนไขในการออกประทานบัตร

               และมาตรการปองกันและแกไขผลกระทบสิ่งแวดลอมโครงการเหมืองลิกไนตแมเมาะของผูถูกฟองคดีที่ 7 หาก

               ผูถูกฟองคดีที่ 7ไมปฏิบัติตาม ใหผูถูกฟองคดีที่ 3 ดําเนินการตามอํานาจหนาที่ตามมาตรา 138 แหง

               พระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 โดยเครงครัด ทั้งนี้ ใหผูถูกฟองคดีที่ 3 และผูถูกฟองคดีที่ 7 ดําเนินการตามคํา

               พิพากษา ภายใน 90 วัน นับแตวันที่ศาลมีคําพิพากษา นอกจากที่แกใหเปนไปตามคําพิพากษาของศาล

               ปกครองชั้นตน


                     5.2.4 คําพิพากษาของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับคดีสิ่งแวดลอม


                          คดีหมายเลขแดงที่ 2147/2547 ศาลอุทธรณ ภาค 4: เรียกคาสินไหมทดแทนกรณีโรงงาน

                        กอมลพิษทําใหลําน้ําพองเนาและเกิดผลกระทบตอชุมชน



                        คดีนี้ โจทกที่ 1 กับพวกรวม 7 คน ยื่นฟองบริษัท ฟนิคซ พัลพ แอนด เพเพอร จํากัด (มหาชน) เปน

               จําเลย โดยจําเลยประกอบกิจการโรงงานทําเยื่อกระดาษ และปลอยนําเสียที่เกิดจากการผลิตเยื่อกระดาษลงสู

               ลําหวยโจดอันเปนแหลงน้ําธรรมชาติ และน้ําเสียไดไหลลงสูลําน้ําพอง ทําใหลําน้ําพองเนาเสียดวยความ

               ประมาทเลินเลอหรือจงใจของจําเลยและลูกจางของจําเลยหลายคราวตอเนื่องกัน เปนเหตุใหปลาตาม

               ธรรมชาติในลําน้ําพอง และปลาที่โจทกเลี้ยงไวในกระชังตายจํานวนมาก เนื่องจากน้ําขาดออกซิเจน โจทกทั้ง

               เจ็ดซื้อปลามาเลี้ยงในกระชังบริเวณลําน้ําพองกระชังละ 2,000 ตัว เลี้ยงประมาณ 3 – 4 เดือน สามารถขายได

               กิโลกรัมละ 40 บาท เมื่อเกิดเหตุลําน้ําพองเนา ปลาของโจทกที่ 1 ตาย 16 กระชัง โจทกที่ 2 ตาย 11 กระชัง

               โจทกที่ 3 ตาย 3 กระชัง โจทกที่ 4 ตาย 8.75 กระชัง โจทกที่ 5 ตาย 18 กระชัง โจทกที่ 6 ตาย 11 กระชัง

               และโจทกที่ 7 ตาย 6.23 กระชัง คิดเปนเงินจํานวน 2,055,178 บาท โจทกทั้งเจ็ดไดเจรจากับจําเลยหลายครั้ง

               แตตกลงกันไมได ทําใหโจทกเสียหาย ขอใหศาลบังคับจําเลยชดใชเงินแกโจทกแตละรายพรอมดอกเบี้ยของตน

               เงินแตละจํานวน
   217   218   219   220   221   222   223   224   225   226   227