Page 22 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 22
20 รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ที่จะมาสู่ประเทศไทยได้ จึงต้องหันหน้ามาหากันเพื่อไตร่ตรองและหาแนวทางที่จะดำาเนินการเพื่อ
ปรับปรุงสภาพต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น
ประการที่สอง ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเคลื่อนไหวของหน่วยงานและ
ขบวนการพัฒนาสังคมในระดับสากล เพื่อทบทวนปัญหาและประสบการณ์การดำาเนินการพัฒนา
ประเทศในโลกที่สาม มีการประชุมสัมมนาบ่อยครั้ง อาทิเช่น การประชุมขององค์การระหว่างประเทศ
เรื่อง “การปฏิรูปสถาบันเกษตรและพัฒนาชนบทของโลก” ที่กรุงโรม ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๒
ได้ข้อสรุปว่า “การดำาเนินการพัฒนาสังคมหรือการพัฒนาชนบทนั้น จะต้องยึดถือกลยุทธ์ที่ให้
ประชาชนมีความสามารถที่จะก่อตั้งหรือดำาเนินการพัฒนาด้วยตัวเอง และจะต้องพยายามสนับสนุน
ให้มีการสร้างสถาบันหรือองค์กรของประชาชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาต่างๆด้วย” การเคลื่อนไหวและ
ผลักดันแนวคิดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกลับไปยังประเทศโลกที่สามต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
จะเห็นได้จากการที่แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนได้รับการแพร่กระจายและได้รับการ
ยอมรับจากหน่วยงานต่างๆค่อนข้างมาก ทำาให้เกิดกระบวนการทบทวนการปฏิบัติงานและการพัฒนา
สังคมทั้งในระดับภาครัฐบาลและภาคเอกชน
ประการที่สาม หน่วยงานของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศได้มีการ
เคลื่อนไหวและทบทวนแนวทางการพัฒนาสังคมของไทยที่ผ่านมาว่าประสบความสำาเร็จมากน้อย
เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่ง
รับผิดชอบด้านการวางนโยบายและการวางแผนพัฒนาในประเทศได้มีการประเมินผลการพัฒนา
ที่ผ่านมาและยอมรับว่า ประเทศไทยยังประสบปัญหาในการพัฒนาประเทศอยู่อีกมาก รวมทั้งเล็งเห็น
ว่าภาคเอกชนน่าจะมีบทบาทต่อการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนมากขึ้น
ประการที่สี่ องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยจำานวนหนึ่งได้มีการประชุมสัมมนาแลก
เปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา และพยายามที่จะร่วมมือประสานงานกัน
เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาการดำาเนินงานพัฒนาสังคมให้ขยายตัวออกไปให้กว้างขวางขึ้น
ประการที่ห้า สภาพการณ์ทางการเมืองในช่วงปี ๒๕๒๒ - ๒๕๒๓ ซึ่งเกิดบรรยากาศที่เรียกว่า
“วิกฤตการณ์แห่งศรัทธา” ซึ่งหมายถึง การสิ้นศรัทธาต่อแนวทางการต่อสู้เพื่อให้ได้อำานาจรัฐด้วย
ความรุนแรง ทำาให้ขบวนการสันติวิธีเติบโตขึ้น
นักศึกษาปัญญาชนจำานวนมากจึงเห็นว่า การปฏิบัติตนในฐานะบุคคลที่มีความรับผิดชอบ
ต่อประชาคมของตนนั้น ไม่มีวิถีทางใดจะเหมาะสมเท่ากับการเข้าร่วมกับขบวนการพัฒนาสังคม
แนวสันติวิธี เพราะอย่างน้อยที่สุดจะได้ช่วยเหลือและบรรเทาความทุกข์ให้กับประชาชนบางส่วนได้มี
กำาลังใจที่จะดิ้นรนและต่อสู้ปัญหาของเขาต่อไป รวมทั้งการเข้าร่วมภารกิจเช่นนี้ก็นับเป็นการเสริม
สร้างขบวนการพัฒนาบุคคลให้กับสังคม ซึ่งนับเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ
สภาพเช่นนี้ได้ผลักดันให้งานของภาคประชาสังคมเติบโตขึ้น เริ่มมีการก่อตัวของกลุ่มคนหรือหน่วยงาน

