Page 297 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 297
ผ - | ๑๖๑
นาชาวบ้าน ลําน้ําพะเนียงตามธรรมชาติจะมีน้ําตลอดปีและมีระบบการจัดการน้ําแบบชาวบ้าน เช่น ฝาย แหย่ (ทางน้ํา
เข้านา) ฮ่องน้ํา ฮางริน ทําให้ไม่ขาดแคลนน้ําในการทําการเกษตร แม้ในฤดูแล้งก็สามารถเก็บกักน้ําไว้ได้ การสัญจรข้าม
ลําน้ําไปมาก็สะดวกเพราะจะมีสะพานข้ามเป็นช่วง ๆ แต่หลังจากขุดลอกขยายลําน้ําพะเนียง พันธุ์ไม้ถูกทําลาย ตลิ่ง
พังทลาย น้ําเอ่อล้นตลิ่ง ไหลท่วมบริเวณริมลําน้ําและไม่สามารถไหลกลับลงลําน้ําพะเนียงได้ กลายเป็นปัญหาน้ําท่วมขัง
ที่นา ทําให้ไร่นาเสียหายได้ผลผลิตต่ํา จากที่เคยใช้การจัดการน้ําแบบเดิม ต้องใช้เครื่องสูบน้ําเข้านา ฝายใหม่ที่สร้างไม่
มีประสิทธิภาพ และประตูน้ําใช้การไม่ได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารมากขึ้น เพราะสูญเสียที่ทํามาหากิน พืชผักที่
เคยเก็บริมลําน้ําก็ไม่มี การสัญจรข้ามลําน้ําก็ลําบาก ลําน้ําพะเนียงกว้างเกินกว่าที่จะข้ามได้สะดวก สภาพความ
เดือดร้อนทั้งหมดเป็นความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีและราษฎรรายอื่น ๆ จากปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ทําให้
ชาวบ้านร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งได้มีผลการวินิจฉัย
กรณีดังกล่าวว่า การกระทําของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ชาวบ้าน ความเสียหาย
ที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ให้ตามคําฟ้อง เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่
๒๓๓๘๙ และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๓๙๐ เป็นที่ดินที่อยู่ติดกับลําน้ําพะเนียง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกที่ดินรุกล้ํา
ที่ดินของผู้ฟ้องคดีเสียหายจริง ค่าชดเชยตามคําฟ้องเป็นราคาที่เป็นธรรมแล้ว ซึ่งศาลสามารถเปรียบเทียบราคาดังกล่าว
จากราคาประเมินที่ดิน ที่กรมที่ดินได้จัดทําบัญชีประเมินราคาที่ดินในท้องที่ที่ตั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ หากพิจารณาราคา
ที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดแล้ว ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องก็เป็นราคาที่ต่ํากว่าราคาดังกล่าวอีกด้วย โดยผู้
ฟ้องคดียังมิได้คํานวณค่าเสียหายในส่วนที่ต้องสูญเสียที่ดินทํากิน ส่วนค่าขาดรายได้และค่าเสียหายจากไม้ยืนตนและกอไผ่
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า จากการสูญเสียและขาดรายได้จากการขายครั่ง กอไผ่ ต้นมะม่วง มะขาม และข้าวโพด นั้น ผู้ฟ้องคดี
ไม่อาจคาดเดาถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ จึงไม่ได้มีการบันทึกภาพที่ดินของตนที่มีต้นมะม่วง มะขาม ข้าวโพด และ
ผลผลิตจากครั่ง ก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะทําการขุดลอก แต่ความมีอยู่และรายได้ตามความเป็นจริง ได้รับการยืนยันและ
รับรองจากผู้นําชุมชน กรณีการคิดค่าขาดรายได้เป็นเวลา ๒๐ ปี นั้น เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
หากไม่มีการขุดลอกลําน้ําพะเนียง ผู้ฟ้องคดีจะยังคงมีรายได้จากผลผลิตของไม้ยืนต้น ซึ่งจะให้ผลผลิตต่อเนื่องทุก ๆ ปี
เป็นเวลาไม่ต่ํากว่า ๒๐ ปี และผู้ฟ้องคดีอายุยังไม่มาก สุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคประจําตัวใด ๆ จึงประมาณ
ระยะเวลาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไปในอนาคตเป็นเวลา ๒๐ ปี และผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดี ในขณะที่ความ
เสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทําละเมิด คดีจึงยังไม่ขาด
อายุความ และล้ําน้ําพะเนียงเป็นลําน้ําสาธารณะที่มีการใช้ประโยชน์ การขุดลอกขยายลําน้ําทําให้สภาพของลําน้ํา
เปลี่ยนแปลงไป และเกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมา เป็นความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการ
คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ตามมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.
๒๕๔๒ การดําเนินการของผู้ถูกฟ้องคดี ในการขุดลอกขยายลําน้ําพะเนียง โดยมิได้มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และ
กําหนดค่าชดเชยที่ดินให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ โดยอ้างเพียงว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมาเป็นข้ออ้าง ที่จะไม่
ดําเนินการตามที่กฎหมายกําหนด และการชี้แจงไม่ได้ทําความเข้าใจอย่างแท้จริงกับราษฎร จนเป็นเหตุให้มีการลงลายมือ
ชื่อยินยอมให้ใช้ที่ดินทําให้เกิดปัญหาในภายหลัง จึงเป็นการกระทําที่ละเว้นการใช้กฎหมายที่ควรใช้ ไม่พยายาม
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการการบริการจัดการทรัพยากรน้ํา”

