Page 302 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 302

๑๖๖ | - ผ


            โครงการดังกล่าว รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลําภู (นายอารยะ จิตรบรรจง)  หัวหน้าโครงการชลประทาน

            หนองบัวลําภู  กํานัน  ผู้ใหญ่บ้าน  ได้ร่วมกันออกประชุมชี้แจงให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ติดลําน้ําพะเนียงให้ได้ทราบ
            รายละเอียดความเป็นมาของโครงการ   ผลกระทบ  และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ  และขอความร่วมมือให้เจ้าของ

            ที่ดินช่วยกันเสียสละที่ดินบางส่วน  เพื่อให้โครงการสามารถดําเนินการได้  เพราะทางราชการไม่มีงบประมาณค่าทดแทน

            ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  แต่โดยที่มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง  พุทธศักราช ๒๔๘๕

            ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐  บัญญัติว่า  เมื่อมีความจําเป็นที่จะต้อง

            ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์  เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน  ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่น ให้ดําเนินการ

            เวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  เมื่อพิเคราะห์ถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

            พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งได้บังคับในขณะที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี มาตรา ๒๖ บัญญัติว่า การใช้อํานาจใดองค์กรของรัฐทุก
            องค์กรต้องคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สิทธิ์  และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้  และมาตรา ๔๘ วรรค

            หนึ่ง  บัญญัติว่า  สิทธิ์ของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับการคุ้มครอง  ขอบเขตแห่งสิทธิ์และจํากัดสิทธิ์เช่นว่านี้ ย่อมเป็นไป

            ตามที่กฎหมายบัญญัติ  เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายที่กล่าวข้างต้น แต่อ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้

            ให้ความยินยอมเป็นหนังสือให้ผู้ถูกฟ้องคดี  พัฒนาแหล่งน้ําในเขตจังหวัดหนองบัวลําภู  ด้วยความสมัครใจโดยเจตนาที่จะ

            สละที่ดินให้แก่ราชการเป็นที่สาธารณะนั้น  เห็นว่าหนังสือดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้ระบุไว้แต่เพียงว่ายินยอมให้ทางราชการ  รื้อ
            ถอน  ตัดโค่น  หรือใช้ที่ดินที่ว่างเปล่าเป็นที่ทิ้งดิน  เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ําซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีถือครองอยู่  โดยไม่

            ขอเรียกร้องค่าชดเชยใด ๆ เท่านั้น  มิได้มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้ฟ้องคดีให้ความยินยอม  หรือแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้ผู้

            ถูกฟ้องคดี  เพื่อขุดลอกเป็นลําน้ําพะเนียงโดยชัดแจ้ง  จึงต้องถือว่าผู้ฟ้องคดีไม่ให้ความยินยอม  ข้อโต้แย้งของผู้ถูกฟ้องคดี

            จึงฟังไม่ขึ้น  ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ให้ความยินยอม  หรือแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดี  เพื่อขุดลอก

            ขยายเป็นลําน้ําพะเนียงโดยชัดแจ้ง  จึงต้องถือว่าผู้ฟ้องคดีไม่ให้ความยินยอมสิทธิ์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี  ย่อมได้รับความ
            คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว   การที่ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกลําน้ําพะเนียงรุกล้ําที่ดินของผู้ฟ้องคดี  จึงเป็นการจงใจหรือ

            ประมาทเลินเล่อกระทําต่อผู้ฟ้องคดีโดยผิดกฎหมาย  ทําให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินและการกระทํา

            ดังกล่าวเป็นการกระทําตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย  ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี  และผู้

            ฟ้องคดีมีสิทธิ์ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรงในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่

            ของตน  ได้กระทําในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๒๐  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ประกอบมาตรา ๕

            วรรคหนึ่ง  แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่งแห่ง

            พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง  พุทธศักราช ๒๔๘๕  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง
            (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐ และข้อ ๑ (๑) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

            พ.ศ. ๒๕๔๕

                           คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีเพียงใด เห็น

            ว่า มาตรา ๔๓๘ วรรคหนึ่ง  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะใช้โดยสถานใด

            เพียงใด นั้น  ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด  วรรคสองบัญญัติว่า อนึ่ง  ค่าสินไหม



                     รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการการบริการจัดการทรัพยากรน้ํา”
   297   298   299   300   301   302   303   304   305   306   307