Page 295 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 295
ผ - | ๑๕๙
เป็นของป่ามะม่วง มะขาม และข้าวโพด ปีละประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท รวมเวลา ๒๐ ปี เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ไม่
ปรากฏหลักฐานว่า มีการปลูกมะม่วง มะขาม และข้าวโพด และมีผลผลิตที่ได้จากครั่งจริงหรือไม่ ส่วนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดี
อ้างว่าเสียหายไปจํานวน ๓ ไร่ ขาดรายได้ปีละ ๓๓,๐๐๐ บาท หากพืชผลของผู้ฟ้องคดีถูกทําลายจริง เหตุใดจึงไม่ห้าม
ปรามหรือแจ้งความร้องทุกข์ไว้ตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่า การเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ฟ้องคดียกขึ้นมา เพื่อเป็น
การเรียกร้องเงินทองเท่านั้น
ผู้ฟ้องคดีคัดค้านให้การว่า ในการดําเนินการขุดลอกลําน้ําพะเนียง ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ของส่วน
ราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่เคยชี้แจงข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ว่าการขุดลอกตามโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็น
การขุดลอกแบบใด ขนาดเท่าใด จะกินเนื้อที่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ อย่างไร และมีรูปแบบของลําน้ําอย่างไร ดังนั้น
ในขณะที่ผู้ฟ้องคดี หรือญาติของผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อยินยอมในหนังสือยินยอม เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ํา จึงเป็นการให้
ความยินยอมให้ขุดลอกลําน้ําตามความหมายที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจะขุดลอกลําน้ําตามขนาดเดิมของลําน้ํา ซึ่ง
มีขนาดความกว้างของลําน้ําที่กว้างที่สุดเพียงไม่เกิน ๑๐ เมตร เท่านั้น แต่เมื่อมีการดําเนินการผู้ถูกฟ้องคดีกลับขุดลอกลํา
น้ําในลักษณะของการขุดขยายลําน้ํา และยังก่อสร้างคันดินขนานไปกับลําน้ําสูงกว่าระดับพื้นดินปกติ ทั้งที่แต่เดิมไม่มีคัน
ดินกั้น ระหว่าง ลําน้ํากับพื้นที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกขยายลําน้ํา กว้างออกไปประมาณ ๔๐ - ๕๐
เมตร และถนนเลียบลําน้ํากว้างประมาณ ๑๐ - ๒๐ เมตร รวมความกว้างของลําน้ําและถนนประมาณ ๗๐ เมตร ซึ่งบาง
ช่วงกว้างถึง ๑๒๐ เมตร ซึ่งรายละเอียดของขนาดและรูปแบบดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบก่อน ที่
จะมีการลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอม และแม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะอ้างว่า ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖
(ที่ถูกต้อง คือ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๖) ณ ศาลาวัดบ้านวังน้ําขาว (ที่ถูกต้อง คือ วัดศรีบุญเรือง) ตําบลหนองบัวลําภู
อําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัดหนองบัวลําภู โดยระบุในรายงานว่า ได้มีการชี้แจงรายละเอียดของโครงการแล้ว แต่
ในการชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า ที่ดินของราษฎรที่ติดกับลําน้ําพะเนียง จะต้องสูญเสียที่ดินไปเป็นจํานวนเนื้อที่เท่าใด
จะเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง ทําให้ราษฎรไม่อาจคาดหมายได้ว่า จะได้รับความเสียหายจากากรดําเนินโครงการ
อย่างไร การให้ความยินยอมเป็นไปเพียง เพื่อวัตถุประสงค์ที่ว่าเพื่อป้องกันอุทกภัย โดยไม่ทราบและไม่เข้าใจได้ว่ายินยอม
ดังกล่าว จะทําให้ต้องสูญเสียที่ดินไปจํานวนมาก บางรายถึงขั้นเสียที่ดินทั้งแปลง และตามรายงานดังกล่าวกําหนดว่า
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ราษฎรที่มีที่ดินติดลําน้ํา เพื่อให้ราษฎรได้ทราบความเสียหาย แต่ผู้ถูก
ฟ้องคดีไม่ได้ดําเนินการอย่างใด ๆ แต่ได้เริ่มดําเนินการขุดลอกขยายลําน้ําเรื่อยไป จนกระทั่งเกิดความเสียหายขึ้น โดย
ไม่ได้คํานึงถึงการที่จะชดเชย หรือเยียวยาความเสียหายแก่ผู้สูญเสียหรือเสียหาย กลับอ้างว่าเป็นเรื่องของการต้อง
เสียสละเพื่อส่วนรวม ทั้ง ๆ ที่ราษฎรที่ได้รับความเสียหายเป็นเพียงชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ที่มีที่ดินทํากินเพียงน้อยนิด
นอกจากนี้จากรูปแบบของการขุดลอกขยายลําน้ําและทําถนนเลียบลําน้ํามิได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ดําเนินโครงการ
แต่อย่างใด กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของการขุดลอกขยายลําน้ําพะเนียง เพื่อป้องกันน้ําท่วมในฤดูฝน ป้องกันภัยแล้งในฤดู
ร้อน และให้มีน้ําใช้ได้อย่างสะดวก แต่เมื่อพิจารณาดูลักษณะของการดําเนินการแล้วเห็นว่า โครงการกลับทําพนังกั้นลํา
น้ําด้วยการนําดินมาถมเป็นคันดินสูงจากระดับพื้นดินประมาณ ๑.๕ - ๒ เมตร เป็นการปิดกั้นการไหลของน้ําตาม
ธรรมชาติ เมื่อฤดูฝนมีน้ํามาก น้ําจะไหลลงสู่ลําน้ําพะเนียง และกลับถูกปิดกั้นโดยคันดิน และเมื่อจะใช้น้ําในฤดูแล้ง ก็
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการการบริการจัดการทรัพยากรน้ํา”

