Page 46 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 46

37




                       ต้นน้้า ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการก้าหนดนโยบายการบริหารจัดการน้้า
                       ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนที่เป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจริง ๆ

                              นอกจากนี้ ที่มาของ กนช. ตามมาตรา 9 ในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 พบว่า

                       กรรมการส่วนใหญ่มาจากภาครัฐแทบทั้งสิ้น โดยก้าหนดตัวแทนที่มาจากคณะกรรมการลุ่มน้้าเพียง 6 คน
                       และ 6 คนนี้ก็ไม่ได้มาจากภาคชุมชนเกษตรกรรมหรือภาคประชาชนทั้งหมด แต่ต้องมาถูกคัดเลือก

                       จากคณะกรรมการลุ่มน้้าทั้ง 22 ลุ่มน้้า ซึ่งในกลุ่มคณะกรรมการลุ่มน้้าแต่ละลุ่มน้้าก็มีทั้งผู้ว่าราชการ

                       จังหวัดหรือตัวแทนเป็นกรรมการโดยต้าแหน่ง ตัวแทนส่วนราชการในพื้นที่ ตัวแทนองค์กรปกครอง
                       ส่วนท้องถิ่น ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้้าในภาคเกษตรกรรม ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้้าภาคอุตสาหกรรม และตัวแทน

                       กลุ่มผู้ใช้น้้าภาคพาณิชยกรรม เมื่อพิจารณาการได้มาซึ่งคณะกรรมการแล้ว ตัวแทนจากชุมชนภาค

                       เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะถูกคัดเลือกเข้าใช้สิทธิในการก้าหนดนโยบายได้
                       หรือไม่ ซึ่งสะท้อนความไม่เป็นธรรมในเชิงนโยบายที่ให้ความส้าคัญต่อสิทธิชุมชนที่คนกลุ่มใหญ่

                       จากสัดส่วนนี้แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการส่งเสริมภาครัฐหรือภาคราชการให้เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น

                       เพื่อจัดสรรทรัพยากรน้้าโดยอ้างความชอบธรรมทางกฎหมาย ทั้งที่ในอดีตการจัดการทรัพยากรน้้าโดย
                       หน่วยงานภาครัฐก็พบว่าไม่ประสบความส้าเร็จเป็นที่พอใจกับทุกฝ่าย แต่ภาครัฐก็ยังใช้วิธีการ

                       แก้ปัญหาแบบเดิมคือเพิ่มหน่วยงานรัฐเข้ามาจัดการมากขึ้น ออกกฎหมายใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ภาครัฐมี

                       อ้านาจมากขึ้น ซึ่งจากข้อสังเกตจะยิ่งเพิ่มข้อค้าถามและความเคลือบแคลงสงสัยต่อการมีส่วนร่วมของ
                       ภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น และไม่ใช่ทางออกของปัญหาอย่างแท้จริง

                               4) ข้อก้าหนดในหมวด 4 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 ได้อธิบายไว้ว่า

                       การใช้ทรัพยากรน้้าสาธารณะเพื่อการด้ารงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการ
                       เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทา

                       สาธารณภัย การคมนาคม และการใช้น้้าในปริมาณเล็กน้อยไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการใช้น้้าและไม่

                       ต้องช้าระค่าใช้น้้า ส่วนการใช้น้้าประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้้าสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม
                       อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และการใช้น้้าประเภทที่สาม

                       ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้้าสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้้าปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิด

                       ผลกระทบข้ามลุ่มน้้า หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง ต้องขอรับใบอนุญาตการใช้น้้าและต้อง
                       ช้าระค่าใช้น้้า แสดงว่าในภาคการเกษตรหรือการใช้น้้าในครัวเรือนไม่ต้องช้าระค่าน้้า

                              อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัพยากรน้้าเป็นสิ่งจ้าเป็นและปริมาณน้้ามีจ้ากัด แต่การศึกษาในพื้นที่

                       พบว่าภาคประชาชนโดยเฉพาะคนต้นน้้าขาดแคลนน้้าในภาคการเกษตรไม่แตกต่างกัน ในเมื่อทุกฝ่าย
                       ต่างใช้น้้าในแหล่งน้้าเดียวกัน และปริมาณน้้าในแต่ละปีก็มีไม่เพียงพอ และภาครัฐเองก็ไม่สามารถ

                       แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งต่อเนื่อง การไม่ได้ก้าหนดสัดส่วนการใช้น้้าที่
                       ชัดเจนในแต่ละประเภท ท้าให้ในอนาคตอาจจะเกิดความเหลื่อมล้้าไม่เป็นธรรมในปริมาณการใช้น้้า
   41   42   43   44   45   46   47   48   49   50   51