Page 45 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 45

36




                              2) ประเด็นในเรื่องความขัดแย้งและการแก้ปัญหาเชิงสันติวิธีด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้้า
                       พบว่า ชุมชนทั้งสองพื้นที่มีมุมมองต่อความขัดแย้งในเชิงบวก โดยเห็นว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่

                       อาจจะเกิดขึ้นได้ และสามารถที่จะแก้ไขได้ สะท้อนมุมมองด้านการหาทางออกในเชิงประนีประนอม

                       และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา โดยวิธีการแก้ปัญหาที่ชุมชนใช้ในปัจจุบันคือการพยายามให้ตัวแทนชุมชน
                       เช่น ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้น้าที่ชุมชนมีความสนิทสนมและใกล้ชิดมากกว่าผู้น้าประเภทอื่น ชุมชน

                       จึงมีความไว้เนื้อเชื่อใจให้เป็นตัวแทนในการเจรจาเชิงสันติวิธีในการหาทางออกร่วมกัน กิจกรรมที่ใช้ใน

                       การแก้ปัญหาในปัจจุบันคือการจัดเวทีประชุมพูดคุย การเข้าไปเจรจาอย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาใน
                       ชุมชนลุ่มน้้าชี จังหวัดชัยภูมิ สามารถหาทางออกที่ดีในการแก้ปัญหา ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้้าน่าน ปัญหามี

                       ความซ้อนมากกว่าที่ผู้น้าชุมชนจะแก้ไขได้ หลายครั้งการแก้ปัญหาด้วยการให้ผู้น้าไปเจรจาก็ไม่

                       สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้้าน่านแตกต่างจากพื้นที่ลุ่มน้้าชี ชุมชนลุ่มน้้าน่านเป็นชุมชนที่มี
                       ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ประกอบกับพื้นที่เป็นพื้นที่สูงซึ่งยากต่อการแก้ปัญหาในการจัดการ

                       ทรัพยากรน้้าให้ทั่วถึง โดยอาจจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการ

                       แก้ปัญหาจะยุติลงได้ก็เมื่อแต่ละฝ่ายยอมรับฟัง
                              3) ในการกระตุ้นสิทธิชุมชนโดยส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับแนวทางการบริหารจัดการน้้า

                       ตามนโยบายภาครัฐภายใต้กรอบพระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 นั้น เมื่อวิเคราะห์ขั้นตอน

                       ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าชุมชนจะเข้ามามีบทบาทแสดงสิทธิในฐานะผู้มีส่วนร่วมในขั้นตอนการก้าหนด
                       นโยบายได้นั้น ต้องมีการรวมกลุ่มผู้ใช้น้้าและขึ้นทะเบียนจัดตั้งองค์กรกับหน่วยงานภาครัฐ (ส้านักงาน

                       ทรัพยากรน้้าแห่งชาติ : สทนช.) เมื่อกลุ่มตัวแทนผู้ใช้น้้าขึ้นทะเบียนองค์กรแล้วจึงจะมีสิทธิเสนอ

                       ตัวแทนเข้ารับการคัดเลือกไปเป็นคณะกรรมการลุ่มน้้า และกรรมการลุ่มน้้าจึงจะถูกเสนอชื่อให้เป็น
                       คณะกรรมการน้้าแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากชุมชนจะใช้สิทธิในระดับนโยบายก็ต้องตั้ง

                       กลุ่มผู้ใช้น้้าขึ้นมาเพื่อให้ได้รับการรับเลือกเข้าเป็นคณะกรรมการลุ่มน้้า และจากคณะกรรมการลุ่มน้้า

                       จึงจะสามารถเข้ามาก้าหนดนโยบายการบริหารจัดการน้้าภาพรวมของประเทศได้ หากข้อเท็จจริงจาก
                       การส้ารวจในพื้นที่ชุมชนทั้งสองแห่งไม่พบว่าสมาชิกชุมชนมีการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้้า แสดงให้เห็นว่าแม้จะมี

                       การเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้สิทธิของตนตามกรอบกฎหมาย แต่ภายใต้กติกาดังกล่าวกลับเต็มไปด้วย

                       เงื่อนไขที่ชุมชนเข้าถึงได้ด้วยความยากล้าบาก โดยเฉพาะชุมชนคนต้นน้้าส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่สูง
                       ห่างไกลจากการได้รับข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ จากการส้ารวจพื้นที่ทั้งสองแห่งพบว่ากว่าร้อยละ 60

                       เป็นผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษา โอกาสที่ชุมชนคนต้นน้้าจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและจัดตั้ง

                       องค์กรผู้ใช้น้้าจนกระทั่งผ่านการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้้าจะเกิดขึ้นได้น้อยมาก ซึ่งไม่นับรวมกับ
                       กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับป่าต้นน้้าแทบจะเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ในระยะยาวภาครัฐอาจจะ

                       อาศัยช่องว่างดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการจัดสรรทรัพยากรน้้าอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะ
                       ความพยายามพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างอ่างเก็บน้้าหรือเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่
   40   41   42   43   44   45   46   47   48   49   50