Page 49 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 49
40
วัด โรงเรียน และภาคเอกชน กลับพบว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง สถานการณ์นี้เตือนให้ภาคราชการ
ต้องถอดบทเรียนว่าท้าอย่างไรการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับรัฐถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมกลไกในชุมชนให้มีความเข้มเข็งเพิ่มมาก ไม่ใช่การสนับสนุนให้
ประชาชนร่วมมือกับรัฐเพียงด้านเดียว ส่วนกรณีการมีส่วนร่วมระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่ชุมชนมีความ
เข้มแข็งอยู่แล้ว ภาครัฐควรร่วมสนับสนุนให้กระบวนการดังกล่าวแสดงบทบาทมากยิ่งขึ้น เช่น ส่งเสริม
การน้าความเชื่อทางศาสนา คติท้องถิ่นมาปรับใช้ในการบริหารจัดน้้าให้มากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้าม
หากรัฐพยายามใช้เงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อดึงประชาชนให้ร่วมมือกับรัฐเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะ
ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันจนเกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชุมชนต้นน้้ากับ
หน่วยงานรัฐที่ใช้พื้นที่ร่วมกัน เช่น เขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น
3. การประสานความร่วมมือ (Corporation) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ใช้กฎหมายและ
ชุมชนต้องมีความเข้าใจร่วมกันที่ชัดเจนที่มีผู้รับผิดชอบการประสานงานให้เกิดการท้างานร่วมกันอย่าง
เป็นระบบ ทั้งนี้ ในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 ได้พยายามดึงภาคประชาชนเข้ามามี
บทบาทต่อการบริหารจัดการน้้าในภาพรวมด้วยการส่งเสริมให้เกิดผู้ที่จะรับผิดชอบในระดับท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาองค์กรผู้ใช้น้้าในท้องถิ่นก็ยังไม่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการส้ารวจ
ข้อมูลในพื้นที่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้้าอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ดังนั้น หากขาด
ตัวกลางที่จะประสานระหว่างฝ่ายนโยบายกับประชาชนในพื้นที่ก็เป็นการยากที่จะเกิดความร่วมมือกันได้
ประกอบกับการกระจายข้อมูลข่าวสารแก่ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ห่างไกลบนป่าเขา
และเข้าถึงได้ยาก การส้ารวจจึงยังไม่พบกลุ่มที่จะเป็นตัวแทนผู้ใช้น้้าที่จะเข้ามาเป็นผู้ประสานระหว่าง
เกษตรกรกับคณะกรรมการแต่ละลุ่มน้้าในการก้าหนดแนวทางการบริหารจัดการน้้า เหล่านี้เป็นสิ่งที่
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดขึ้น
จากเงื่อนไขทั้งสามประการ น้ามาสู่แนวทางการจัดท้าข้อเสนอเชิงนโยบาย ประเด็น
ยุทธศาสตร์ และตัวอย่างแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยประเด็นข้อเสนอนโยบายส่งเสริม
สิทธิแก่ชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้้าตามแนวทางสันติวิธี ได้แก่
1. การตอบสนองต่อสิทธิขั นพื นฐานของชุมชนในการบริหารจัดการน าเป็นความส าคัญ
ล าดับแรก ได้แก่การแก้ปัญหาให้ชุมชนมีน้้าเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่เพียงพอตลอดปี และมีคุณภาพ
โดยเฉพาะด้วยการท้า “ฝายมีชีวิต” ที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ต้นน้้า อันจะเป็นการสร้างพื้นที่ให้
ระบบนิเวศฟื้นตัวได้ง่าย ซึ่งจ้าเป็นต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ แนวทางนี้อาจจะเป็นการ
แก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงสันติวิธีที่ดีที่สุด และเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก่อนที่จะก่อเกิดปัญหา
รุนแรงมากขึ้น ทั้งยังจะเป็นการปฏิบัติเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือการบรรเทา
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้

