Page 48 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 48

39




                       อนุรักษ์โดยอาศัยภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ฯลฯ ประกอบกับด้วยความอ่อนไหวต่อสภาพสังคม
                       ที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรน้้าในเขตพื้นที่ต้นน้้าทั้ง

                       ในระดับชุมชนด้วยกันเอง หรืออาจเกิดความขัดแย้งกับภาครัฐ แนวทางสันติวิธีจึงควรถูกน้ามาปรับใช้

                       เพราะเป็นแนวทางแก้ไขความขัดแย้งที่ท้าให้คู่พิพาทพึงพอใจต่อผลลัพธ์ทั้งสองฝ่าย และยังสามารถ
                       เลือกใช้รูปแบบการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมตามบริบทหรือเงื่อนไขที่คู่พิพาทต้องการได้



                       6.2 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการน าไปปฏิบัติ
                              ผลการศึกษาในพื้นที่พบสถานการณ์สิทธิชุมชนในการบริหารจัดการน้้ายังคงประสบปัญหาใน

                       หลายประเด็นแม้ว่ากรอบกฎหมายจะเปิดทางในเรื่องดังกล่าว เหล่านี้ได้น้าไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย

                       เพื่อที่จะส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้้าตามแนวทางสันติวิธี ทั้งนี้ บนพื้นฐานและ
                       มุมมองจากแนวคิดและกรอบกฎหมายแสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการที่ดีเป็นวิธีการที่น้าไปสู่สภาพ

                       ที่เรียกว่าสันติได้ดีที่สุด กล่าวคือการบริหารจัดการที่ดีช่วยป้องกันปัญหาความขัดแย้งก่อนที่จะเกิดขึ้น

                       หรือกระทั่งการบรรเทาความขัดแย้งได้ เมื่อความขัดแย้งไม่มีก็ย่อมก่อให้เกิดสันติอย่างยั่งยืน โดยการ
                       บริหารจัดการน้้าอย่างสันติวิธีควรมีแนวทางการด้าเนินการใน 3 หลักการ คือ

                              1. การกระจายอ านาจ (Decentralization) ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าการบริหาร

                       จัดการทรัพยากรน้้าจ้าเป็นต้องกระจายบทบาทและอ้านาจให้แก่หน่วยงานภาคประชาชนหรือองค์กร
                       ปกครองส่วนท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด โดยรัฐต้องไม่รวบอ้านาจการบริหารจัดการน้้าไว้ที่ส่วนกลางเพียง

                       อย่างเดียว เพราะปัญหาในพื้นที่เป็นปัญหาเฉพาะถิ่น คนในพื้นที่ต้นน้้า กลางน้้า และปลายน้้าจะมี

                       ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น หน่วยงานที่สามารถบริหารจัดการน้้าได้
                       ประสิทธิภาพที่สุดคือหน่วยงานในระดับพื้นที่ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม

                       ในพื้นที่ และประชาชนในพื้นที่เอง ผู้แสดงเหล่านี้จะเข้าใจปัญหาท้องถิ่นของตนได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง

                       ยังเป็นการให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีส่วนร่วมแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสามารถน้าแนวทางการ
                       กระจายอ้านาจไปสู่พื้นที่ในการบริหารจัดการน้้าด้วยวิธี “การจัดการร่วม (Co-management)”

                       ทั้งหากเกิดความขัดแย้งขึ้นกลไกในชุมชนหรือประชาชนในพื้นที่สามารถตอบสนองหรือช่วยกัน

                       แก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่าการจัดการโดยรัฐส่วนกลาง ซึ่งจากการศึกษาจะเห็นว่าผู้ที่ชุมชนพึ่งพาในการ
                       แก้ปัญหามักจะเป็นผู้น้าที่เขาใกล้ชิดที่สุด

                              2. การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นรูปแบบหรือวิธีการช่วยเหลือพึ่งพากันทั้งในแบบ

                       การมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเอง การมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานภาคเอกชน
                       หรือการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน จากการศึกษาจะเห็นว่าการมีส่วนร่วมในการ

                       แก้ปัญหาทรัพยากรน้้าพบมีการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐกับประชาชนระดับพื้นฐานคือการรับข้อมูล
                       ข่าวสาร ขณะที่การมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเอง และเครือข่ายองค์กรในท้องถิ่น เช่น
   43   44   45   46   47   48   49   50   51   52   53