Page 44 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 44
35
บทที่ 6
สรุปและข้อเสนอแนะ
6.1 สรุปและวิเคราะห์
ผลการศึกษาจากแนวคิดและนโยบายเมื่อน้ามาวิเคราะห์ร่วมกับการศึกษาเชิงประจักษ์พื้นที่
ต้นน้้าทั้งสองแห่งจากการส้ารวจเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้บ่งชี้ถึงสถานการณ์สิทธิชุมชนในการ
บริหารจัดการน้้าเชิงสันติวิธีทั้งในบริบทสังคมไทยและภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการน้้า 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)
ซึ่งภายใต้กรอบและเงื่อนไขการจัดสรรทรัพยากรน้้า แสดงให้เห็นว่าน้้าถือเป็น “ทรัพยากรสาธารณะ”
ที่ทุกส่วนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะได้รับการจัดสรรอย่างเป็นธรรม แต่ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึง
ความไม่พร้อมด้านการส่งเสริมสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการน้้า และความขัดแย้งกันในทางนโยบาย
กับบทบัญญัติด้านสิทธิชุมชนตามข้อกฎหมาย น้้าจึงอาจจะไม่ใช่ “ทรัพยากรสาธารณะ” ดังที่กล่าวอ้าง
เนื่องจากช่องว่างของการเข้าถึงสิทธิของชุมชนในหลายประเด็นยังคงปรากฏอยู่และมีแนวโน้ม
ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านการใช้ทรัพยากรน้้า โดยมีข้อสังเกตในหลายประเด็น ดังนี้
1) ข้อมูลที่ค้นพบในพื้นที่ต้นน้้าแสดงให้เห็นว่าชุมชนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจต่อสิทธิ
ขั้นพื้นฐานเป็นอย่างดี และยังมีความเข้าใจถึงขั้นตอนการปกป้องสิทธิของตนเองในการร้องเรียนต่อ
หน่วยงานที่ละเมิดสิทธิของชุมชน และได้มีการร้องเรียนในเรื่องสิทธิขอใช้ประโยชน์จากแหล่งพื้นที่ต้นน้้า
มาหลายครั้งทั้งแง่ของการเรียกร้องให้ได้เข้าถึงแหล่งน้้าที่เพียงพอในการด้ารงชีวิต ขณะที่ความขัดแย้ง
ด้านการใช้ทรัพยากรน้้ามีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการไม่ได้รับการตอบสนองในสิทธิขั้นพื้นฐานในการมี
น้้าใช้อย่างเพียงพอ ดังกรณีพื้นที่ลุ่มน้้าชี จังหวัดชัยภูมิ เกิดจากการไม่มีน้้าใช้จึงต้องขอต่อท่อ
น้้าประปาเข้าไปในเขตพื้นที่อนุรักษ์จนเป็นเหตุให้ต้องเกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีลุ่มน้้าน่าน
จังหวัดน่าน เกิดจากการที่น้้าประปาไม่เพียงพอและคุณภาพน้้าไม่ได้มาตรฐานที่จะน้าไปใช้ประโยชน์ได้
ซึ่งจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งเป็นเพียงความต้องการที่จะมีสิทธิในการเข้าถึงแหล่งน้้าที่สะอาดและ
เพียงพอต่อการด้ารงชีวิต ไม่ได้เป็นความขัดแย้งที่เกินขอบเขตที่จะเข้าไปละเมิดข้อกฎหมายใด ๆ
เพียงแต่ในบางกรณีความต้องการทรัพยากรน้้าไปทับซ้อนกับพื้นที่เขตอนุรักษ์ ท้าให้ความขัดแย้ง
กลายเป็นปัญหารุนแรงอย่างที่เคยเกิดขึ้นในลุ่มน้้าชี ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยการจัดการน้้าให้เพียงพอ
ต่อความต้องการ อาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงสันติวิธีที่ดีที่สุด และเป็นการแก้ปัญหาที่
ต้นเหตุก่อนที่จะก่อเกิดปัญหารุนแรงมากขึ้น

