Page 47 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 47

38




                       และเงื่อนไขอาจจะก่อให้เกิดการแย่งน้้ากันเองระหว่างภาคประชาชนที่ท้าการเกษตรและ
                       ผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายค่าน้้า เพราะทุกภาคส่วนก็ต้องอ้างความจ้าเป็นของการใช้น้้า ซึ่งจะสร้าง

                       ปัญหาให้กับภาครัฐที่ต้องมาจัดสรรทรัพยากรน้้าให้เกิดความเป็นธรรมและให้มีปริมาณที่เพียงพอต่อ

                       ความต้องการของแต่ละฝ่าย ในอนาตจึงอาจจะเห็นการละเมิดสิทธิของชุมชนเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่
                       ในการกักเก็บน้้าให้กับผู้ประกอบการ หรือการละเมิดสิทธิชุมชนเพื่อสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้้า

                       เพื่อกักเก็บน้้าเพิ่มมากขึ้นด้วยการอ้างสารพัดเหตุผลที่ภาครัฐจะเข้าไปจัดการ ปัญหารูปแบบเดิมก็จะ

                       เกิดไม่มีจบสิ้น
                              5) จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการให้สิทธิในการมีส่วนร่วมของชุมชนจะเป็นกลไกจัดการ

                       ความขัดแย้งตามแนวทางสันติวิธีซึ่งได้รับการยอมรับในการบริหารจัดการทรัพยากรน้้าทั้งในระดับ

                       สากล ในกรอบกฎหมาย และความต้องการของชุมชนเอง รวมถึงผลการศึกษาที่ผ่านมาก็เป็นเครื่อง
                       ยืนยันว่าการจัดการต้นน้้าที่ประสบความส้าเร็จจะต้องสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการมาก

                       ยิ่งขึ้น ต้องกระจายภาระหน้าที่การมีส่วนร่วมในระดับต่าง ๆ ไปสู่ชาวบ้านและองค์กรชุมชนเป็นหลัก

                       ซึ่งการจัดการร่วม (Co-management) เป็นแนวคิดของการจัดการแบบมีส่วนร่วมประเภทหนึ่งที่เชื่อ
                       ว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเป็นการ

                       ด้าเนินการร่วมกันระหว่างรัฐและผู้ใช้ทรัพยากรที่ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่เป็นแนวทางในการจัดการ

                       ร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่หรือบทบาทการท้างานแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
                              แนวทางการจัดการร่วมในการจัดการทรัพยากรน้้า (Co-management) ท้าได้โดย (1) การบริหาร

                       จัดการโดยชุมชนเอง ชุมชนจัดตั้งกลุ่มดูแลหรือจัดสรรทรัพยากรน้้า ทรัพยากรดิน หรือทรัพยากรป่าไม้

                       เพื่อการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างชัดเจน ผ่านการออกกฎ ระเบียบ หรือประกาศต่าง ๆ
                       ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คนในชุมชนถือปฏิบัติร่วมกัน โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนอาจมีบทลงโทษที่ชัดเจน (2) การบริหาร

                       จัดการโดยองค์กรส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนต้าบล (อบต.) อาจเข้ามามีบทบาทท้าหน้าที่

                       ช่วยเหลือ สนับสนุน (เช่น การของบประมาณจากภาครัฐ) ให้ค้าปรึกษาหารือกับชุมชน รวมถึงช่วย
                       ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนเพื่อการจัดสรรทรัพยากรน้้า และ (3) การบริหารจัดการ

                       โดยราชการส่วนกลาง โดยเข้ามามีบทบาทส้าคัญและอ้านวยความสะดวกต่อการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ

                       ในหลากหลายวิธี เช่น การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน การแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้ความ
                       ช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนการด้าเนินงานอนุรักษ์ทรัพยากร เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องจูงใจให้

                       ภาคประชาสังคมและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนชุมชนให้มากขึ้น

                              จากข้อสังเกตดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่ารัฐบาลควรให้ความส้าคัญและให้บทบาทแก่ชุมชน
                       ในการจัดการทรัพยากรน้้าในเขตพื้นที่ต้นน้้าภายใต้การคุ้มครองสิทธิชุมชนของกฎหมายและ

                       แนวปฏิบัติอันเป็นสากล ทั้งนี้เนื่องจากชุมชนเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทแวดล้อมของพื้นที่ที่ตนอาศัย เช่น
                       ทราบถึงความส้าคัญของทรัพยากรน้้าเพราะเป็นผู้ใช้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทราบถึงการ
   42   43   44   45   46   47   48   49   50   51   52