Page 43 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 43
34
การพังทลายของตลิ่ง และการสร้างแหล่งกักเก็บน้้าที่มีมากในฤดูฝนส้ารองไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลนน้้า
และอาจมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของสภาวะน้้าท่วมขังเนื่องจากมีพื้นที่รองรับน้้าเพิ่มสูงขึ้น
3) ข้อเสนอแนะและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยการจัดสรรทรัพยากรน้้าตามแนวทางสันติวิธี
สามารถสรุปได้ดังนี้ (1) การบริหารจัดการน้้าแบบองค์รวม คือทรัพยากรน้้า ป่าไม้ และดิน รวมถึง
ระบบนิเวศ โดยให้คนในชุมชนใกล้เคียงซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงจากทรัพยากรเหล่านั้นมีส่วน
ร่วมในการด้าเนินการ (2) น้าความเชื่อและประเพณีท้องถิ่นร่วมกับความรู้สมัยใหม่ในการบริหาร
จัดการน้้า โดยนอกจากจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรน้้าแล้วยังช่วยอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่ เช่น
การเลี้ยงผีฝาย ผีขุนน้้า และการฟังธรรมขอฝน ขณะที่ความรู้สมัยใหม่ที่น้ามาใช้อาจเกี่ยวกับการ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การปลูกป่า ฯลฯ รวมถึงความรู้ในภาคเกษตรกรรมที่ใกล้ชิดกับการใช้
ทรัพยากรน้้า เช่น การเพาะปลูกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร หรือปลูกพืช
ที่ใช้น้้าน้อย (3) ความขัดแย้งจากการใช้น้้าอาจเกิดขึ้นในหลายมิติความสัมพันธ์ เช่น ชาวบ้านกับ
ชาวบ้าน ชุมชนกับชุมชน หรือชุมชนกับรัฐ แนวทางแก้ไขปัญหาควรให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายพึงพอใจกับ
ผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจากหลายกรณีที่ผ่านมาพบว่าการใช้แนวทางสันติวิธีสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้
เช่น เจรจาไกลเกลี่ยผ่านคนกลางซึ่งในระดับชุมชนผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดคือก้านันและผู้ใหญ่บ้าน
(4) คุณภาพน้้าอาจเปลี่ยนแปลงทั้งมีสาเหตุจากธรรมชาติหรือการกระท้าของมนุษย์และส่งผลในวงกว้าง
ต่อพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ดังนั้น การใช้แนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้้าอย่างยั่งยืนด้วยการสร้าง
อ่างกักเก็บน้้าอาจมีส่วนช่วยลดผลกระทบได้ และเพื่อลดปัญหาด้านคุณภาพน้้า การสร้างความ
ตระหนักรู้ถึงความส้าคัญของทรัพยากรน้้า การปฏิบัติทางกฎหมายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมช่วย
รักษาคุณภาพน้้าได้ เช่น การบ้าบัดน้้าเสียจากโรงงานก่อนปล่อยสู่แหล่งน้้าธรรมชาติ การไม่ทิ้งขยะ
สิ่งปฏิกูลสู่แหล่งน้้าธรรมชาติ และ (5) ข้อกังวลจากหน่วยงานรัฐที่จะเกิดจากการประกาศใช้
พระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 อาจส่งผลให้กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
กับการใช้น้้าเปลี่ยนแปลงไป
จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้พื้นที่ต้นน้้าทั้งสองลุ่มน้้าจะมีความส้าคัญในฐานะการเป็น
แหล่งก้าเนิดแม่น้้าทั้งสองสาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้้ายังคงมีอยู่ การด้าเนินการแก้ไข
ปัญหาเหล่านั้นมีความจ้าเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน
การใช้ประโยชน์จากลุ่มน้้าทั้งสองยังเกิดขึ้นทั้งในเขตกลางน้้าและปลายน้้าด้วย ดังนั้น การบริหาร
จัดการน้้าแบบองค์รวมเพื่อความยั่งยืนแก่ทรัพยากรน้้าจึงควรพิจารณาด้าเนินการในรูปแบบเครือข่าย
ลุ่มน้้า โดยหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องและคนที่ใช้น้้าตลอดทั้งลุ่มน้้า อันได้แก่ คนต้นน้้า กลางน้้า และ
ปลายน้้า ควรร่วมมือกันบริหารจัดการลุ่มน้้าให้เกิดการใช้ประโยชน์จากน้้าอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดจน
การอนุรักษ์ทรัพยากรน้้าซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหาหรือลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากร
น้้าในอนาคต

