Page 30 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 30

21




                       ยั่งยืน การประชุม Rio+20 มีหัวข้อการประชุมหลักส้าคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ (1) เศรษฐกิจสีเขียว
                       (green economy in the context of sustainable development and poverty eradication) และ

                       (2) การพัฒนาที่ยั่งยืน (institutional framework for sustainable development) (บัณฑูร

                       เศรษฐศิโรตม์ และนนท์ นุชหมอน, 2554) ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ก้าหนดกรอบงานเพื่อการปฏิบัติและ
                       ติดตามผล และด้วยการตระหนักว่าน้้าเป็นส่วนส้าคัญในการพัฒนาที่ยังยืน ดังนั้น จึงก้าหนดให้น้้าและ

                       การสุขาภิบาล (water and sanitation) เป็นหนึ่งในกรอบการด้าเนินงานที่ส้าคัญ (ส้านักความร่วมมือ

                       ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ, 2556) ส้าหรับประเทศไทย ได้ถูกติดตาม
                       สถานะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank:

                       ADB) ในด้านการน้าน้้ามาใช้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการเกษตร ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้น้้า

                       ในภาคเกษตรค่อนข้างสูงมาก แต่ภาคการผลิตมีการใช้น้้าในระดับต่้า นั่นหมายความว่าการน้า
                       ทรัพยากรน้้ามาใช้เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจยังค่อนข้างน้อย และความมั่นคงของทรัพยากรน้้า

                       อยู่ในระดับปานกลาง ประเทศไทยถือว่ามีทรัพยากรน้้าจ้านวนมากแต่ขาดการจัดการด้านการใช้

                       ประโยชน์ให้คุ้มค่าทั้งด้านการน้าไปใช้ในระบบการผลิต การน้าน้้ากลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการจัดการใน
                       ด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความคุ้มค่าของการใช้น้้าของไทยก่อให้เกิด

                       คุณค่าด้านการผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชากรอยู่ในระดับต่้า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ

                       รายได้ปานกลางในภูมิภาคอาเซียน (Sucharit Koontanakulvong, 2019)


                              4.4.2 ข้อจ ากัดด้านสิทธิการจัดการทรัพยากรน  าในประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

                              ประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้้าของไทยมีความเชื่อมโยงกับสิทธิด้านการจัดการ
                       ทรัพยากรน้้าโดยตรง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่ให้ความส้าคัญกับสิทธิชุมชนต่อการบริหาร

                       จัดการทรัพยากรน้้าแล้ว จะมีข้อแตกต่างกันกับกลุ่มประเทศที่มีก้าวหน้าด้านคุ้มครองสิทธิ โดยเฉพาะ

                       กลุ่มประเทศตะวันตกจะเห็นว่าการให้สิทธิในการบริหารจัดการน้้าได้มีกลไกที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
                       ในการบริหารจัดการน้้า และให้สิทธิชุมชนมีส่วนในกระบวนการตัดสินใจซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพ

                       การบริหารจัดการน้้ามากกว่าการบริหารจัดการทรัพยากรน้้าโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว ช่องว่างทาง

                       กฎหมายที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้้าและประสิทธิภาพด้าน
                       การบริหารจัดการน้้า ได้แก่

                              (1) สิทธิด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้้าเป็นเรื่องที่ผูกพันกับข้อกฎหมายของการจัดการ

                       ทรัพยากรน้้าในแต่ละประเทศ เมื่อพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายและการควบคุมการบริหารจัดการ
                       ทรัพยากรน้้าของประเทศไทยจะมีกฎหมายในการจัดการทรัพยากรน้้าโดยเฉพาะ คือ“พระราชบัญญัติ

                       ทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561” แต่สภาพการบริหารจัดการน้้าก็ยังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประการ
                       ส้าคัญกฎหมายฉบับนี้พยายามที่รวบอ้านาจการจัดการไปอยู่ในมือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยอ้าง
   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34   35