Page 28 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 28

19




                       แหล่งน้้าพุร้อนหรือเป็นผลจากสภาพทางธรณีวิทยาและอุทกธรณีวิทยา ขณะที่บางพื้นที่พบปัญหา
                       การรุกล้้าของน้้าเค็มในชั้นน้้าบาดาลส่งผลให้คุณภาพน้้าบาดาลกร่อยหรือเค็มเพิ่มขึ้นซึ่งพบในพื้นที่

                       ตามแนวปากแม่น้้าและชายฝั่งทะเล (กรมทรัพยากรน้้าบาดาล, 2562ข; ส้านักงานทรัพยากรน้้า

                       แห่งชาติ, 2562)


                       4.3 ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ดีของการจัดการทรัพยากรน  าด้วยแนวทางสันติวิธีตามหลัก

                       สิทธิมนุษยชน

                              แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ส้าหรับการจัดการทรัพยากรน้้าด้วยแนวทางสันติวิธีตามหลัก

                       สิทธิมนุษยชนในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสะท้อนวิธีการปฏิบัติด้านการจัดการทรัพยากรน้้าของประเทศไทย
                       ที่ด้าเนินการภายใต้แนวทางสันติวิธี ซึ่งเป็นแนวทางในการต่อสู้หรือการกระท้าเพื่อให้ได้ชัยชนะที่

                       เป็นไปตามข้อเรียกร้องของตนเองหรือของมวลสมาชิก โดยแนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางที่ปราศจาก

                       ความรุนแรง ไม่ท้าลายชีวิตและทรัพย์สิน (สุวัฒ ดวงแสนพุด, 2555) พร้อมให้สิทธิแก่ชุมชนที่
                       เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อทรัพยากรน้้านั้น ๆ โดยก้าหนดขอบเขตการจัดการทรัพยากรน้้า

                       ในเขตลุ่มน้้าด้วยตัวอย่างพื้นที่ด้าเนินการ 3 กรณีศึกษา ได้แก่

                              (1) ชุมชนต้าบลแม่ทา อ้าเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า การจัดการทรัพยากรน้้าของ
                       ชุมชนเน้นการจัดการแบบบูรณาการที่ให้ความส้าคัญกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มาท้างานร่วมกัน

                       ตั้งแต่คนในชุมชนที่มีส่วนร่วมโดยตรงที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมการจัดเวทีเพื่อติดตามการท้างานด้าน

                       การจัดการทรัพยากรของเครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติต้าบลแม่ทาในทุก 3 เดือน หรือการ
                       เข้าร่วมพิธีกรรมการเลี้ยงผีขุนน้้า ขณะที่ในระดับหมู่บ้าน ต้าบล และองค์การบริหารส่วนต้าบล ที่คนใน

                       ชุมชนเป็นผู้คัดเลือกมีตัวแทนในระดับต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการจัดการทรัพยากรน้้าในบริบทที่สูงขึ้น

                       ทั้งนี้ คนในชุมชนมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปัจจุบัน
                       บนพื้นฐานของความเชื่อท้องถิ่นที่ผ่านการปลูกฝังจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น

                              (2) ลุ่มน้้าลี้ จังหวัดล้าพูน พบว่า จุดเด่นส้าคัญคือการใช้ประเพณีแห่ช้างเผือกซึ่งเป็นประเพณี

                       ท้องถิ่นของลุ่มน้้าลี้มาใช้ในการจัดการทรัพยากรน้้าในพื้นที่ นอกจากจะมีส่วนช่วยอนุรักษ์
                       ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทรัพยากรน้้าแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการแห่

                       ช้างเผือกให้อยู่คู่กับคนในลุ่มน้้าลี้สืบไปชั่วลูกหลาน นอกจากนี้ กลุ่มหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องยังได้เข้ามา

                       มีบทบาทต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน การเชื่อมโยงเครือข่ายการท้างาน
                       ระหว่างกลุ่มหรือองค์กรนั้น ๆ จะยิ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนลุ่มน้้าลี้ต่อไป และยังได้จัดตั้ง

                       “เครือข่ายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ลุ่มน้้าลี้เชิงพุทธบูรณาการ” นอกจากนี้คนทั้งลุ่มน้้ามี
   23   24   25   26   27   28   29   30   31   32   33