Page 280 - ประมวลสรุปความรู้เกี่ยวกับพิธีสารอิสตันบูลและพิธีสารมินนิโซตา
P. 280

35.  ศาลวินิจฉัยต่อไปว่า การบาดเจ็บที่เกิดกับผู้ร้องเป็นผลมาจากการทรมานและมีการละเมิด

                      34
              มาตรา 3  นอกจากนั้น ศาลยังตีความมาตรา 13 ของอนุสัญญาซึ่งก�าหนดสิทธิในการได้รับการเยียวยาอย่าง
              มีประสิทธิผลจากหน่วยงานรัฐนั้นว่า เป็นการก�าหนดภาระหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนข้อกล่าวหากรณี

              การทรมานอย่างถี่ถ้วน เมื่อพิจารณา “ความส�าคัญพื้นฐานของข้อห้ามการทรมาน” และความอ่อนแอทางจิตใจ
              ของเหยื่อจากการทรมาน ศาลวินิจฉัยว่า “มาตรา 13 ก�าหนดพันธะของรัฐในการด�าเนินการสืบสวนสอบสวน

              กรณีการทรมานอย่างมีประสิทธิผลและละเอียดถี่ถ้วน ทั้งนี้ไม่กระทบสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอื่นใด
              ตามระบบภายในประเทศ”   35

                    36.  จากการตีความของศาล แนวความคิดของ “การเยียวยาที่มีประสิทธิผล” ในมาตรา 13 ส่งผลให้มี

              การสืบสวนสอบสวนการทรมานทุกแง่มุมของ “ข้อเรียกร้องที่มีข้อสนับสนุน” ทุกข้อ ศาลตั้งข้อสังเกตว่า
              แม้อนุสัญญานี้ไม่มีข้อก�าหนดที่ชัดเจนดังเช่นมาตรา 12 ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และ

              การประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย�่ายีศักดิ์ศรี “ข้อก�าหนดดังกล่าวก�าหนด
              โดยปริยายอยู่ในแนวความคิด‘การเยียวยาที่มีประสิทธิผล’ภายใต้มาตรา 13”  ศาลจึงตัดสินว่ารัฐละเมิด
                                                                                 36
              มาตรา 13 โดยการละเลยไม่สืบสวนสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานของผู้ร้อง 37

                    37.  ในค�าวินิจฉัยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1998 ในคดี  Assenov and Others v. Bulgaria

              (90/1997/874/1086) ศาลได้พิจารณารับรองพันธกรณีของรัฐในการสืบสวนสอบสวนข้อกล่าวหากรณี
              การทรมานตามมาตรา 13 และมาตรา 3 ในคดีนี้ชายหนุ่มชาวโรมาเนียซึ่งถูกต�ารวจจับกุมได้แสดงพยาน
              หลักฐานทางการแพทย์ว่า ถูกท�าร้ายโดยการตีซ�้าๆ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการบาดเจ็บดังกล่าวเกิดจาก

              การกระท�าของบิดาเขาหรือต�ารวจ ศาลเห็นว่า “อาการบอบช�้าที่พบโดยแพทย์ผู้ตรวจร่างกาย นาย Assenov

              … ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าการบาดเจ็บดังกล่าวจะเกิดจากการกระท�าของบิดาหรือต�ารวจก็ถือว่ามีความรุนแรงมาก
              พอที่จะเป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายต่างๆ ตามค�านิยามในมาตรา 3”  ในความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกับ
                                                                          38
              คณะกรรมาธิการซึ่งเห็นว่าไม่มีการละเมิดมาตรา 3 ศาลยังพิจารณาต่อไปว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏก่อให้เกิด

              “ข้อสงสัยอันสมเหตุสมผลว่าการบาดเจ็บนี้อาจเกิดจากการกระท�าของต�ารวจ”  ศาลจึงพิพากษาว่า
                                                                              39
                    ในสถานการณ์เช่นนี้ซึ่งมีบุคคลยกข้อกล่าวหาที่มีข้อสนับสนุนว่า เขาถูกกระท�าทารุณอย่างรุนแรงโดย

              เจ้าหน้าที่ต�ารวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดมาตรา 3 ซึ่งหากพิจารณา
              มาตรานี้ประกอบกับหน้าที่ทั่วไปของรัฐภาคีภายใต้มาตรา 1 ของอนุสัญญาที่บัญญัติว่า “ให้ความคุ้มครองสิทธิ

              และเสรีภาพดังที่ก�าหนดไว้ในอนุสัญญาแก่บุคคลทุกคนภายใต้เขตอ�านาจของรัฐภาคีทั้งหลาย” ซึ่งมีนัยแสดงว่า
              ควรมีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการและมีประสิทธิผล โดยการสืบสวนสอบสวนดังกล่าวควรจะน�าไปสู่





              34
                 Ibid, วรรค 64
              35   Ibid, วรรค 98

              36 Ibid
              37 Ibid, วรรค 100
              38 Ibid, รายงานค�าพิพากษาและค�าวินิจฉัย (Reports of Judgments and Decisions) 1998 - VIII วรรค 95

              39 Ibid, วรรค 101



              34  พิธีสารอิสตันบูล
   275   276   277   278   279   280   281   282   283   284   285