Page 268 - ประมวลสรุปความรู้เกี่ยวกับพิธีสารอิสตันบูลและพิธีสารมินนิโซตา
P. 268

ขอบเขตของอนุสัญญาเหล่านี้ให้กว้างขึ้น พิธีสาร I (ซึ่งปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้วรวม 153 ประเทศ)

              ครอบคลุมเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในขณะที่พิธีสาร II (ซึ่งปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว
              รวม 145 ประเทศ) ซึ่งครอบคลุมกรณีความขัดแย้งที่มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

                    3.   อย่างไรก็ตาม สิ่งส�าคัญที่จะท�าให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ “มาตรา 3

              ร่วม” ซึ่งปรากฏอยู่ในอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบับ มาตรา 3 ร่วม นี้น�ามาใช้กับความขัดแย้งที่ใช้ก�าลังอาวุธภายใน
              ประเทศ “ซึ่งมิใช่กรณีระหว่างประเทศ” โดยไม่มีการให้ค�าจ�ากัดความเพิ่มเติม เป็นที่เข้าใจกันว่ามาตรานี้

              ก�าหนดพันธกรณีหลักที่รัฐภาคีจะต้องเคารพในสถานการณ์ความขัดแย้งโดยใช้อาวุธทุกกรณี ไม่เพียงแต่
              สงครามระหว่างประเทศเท่านั้น อีกทั้งมาตรานี้ยังได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าหมายถึง การที่กฎกติกาพื้นฐาน

              บางอย่างไม่อาจถูกยกเลิกหรือไม่ปฏิบัติตามได้ ไม่ว่าลักษณะของสงครามหรือความขัดแย้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม
              การห้ามการทรมานเป็นหนึ่งในกฎกติกาเหล่านี้และเป็นหลักการพื้นฐานส�าคัญที่ปรากฏในกฎหมายมนุษยธรรม

              และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทั้งหลาย

                    4.   มาตรา 3 ร่วม บัญญัติว่า

                         ...การกระท�าต่อไปนี้ถูกห้ามและจะต้องยังคงถูกห้ามตลอดเวลาและในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็น

              กรณีใดก็ตาม.. .ความรุนแรงต่อชีวิตและบุคคลโดยเฉพาะการฆาตกรรมทุกรูปแบบ การตัดอวัยวะออกไป
              การปฏิบัติที่โหดเหี้ยมและการทรมาน...การท�าละเมิดศักดิ์ศรีหรือเกียรติภูมิของบุคคล โดยเฉพาะการท�าให้

              อับอายและการปฎิบัติที่ย�่ายีศักดิ์ศรี...

                    5.   ผู้รายงานพิเศษเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับการทรมาน ชื่อ นายไนเจล รอดเลย์ (Nigel Rodley)
              กล่าวว่า


                         ข้อห้ามเรื่องการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายต่างๆ นั้น ไม่อาจจะบัญญัติเป็นถ้อยค�าที่มี
              ความหมายสมบูรณ์กว่านี้ได้ ถ้อยค�าในเอกสารความเห็นอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการกาชาดสากล

              (International Committee of the Red Cross - ICRC) กล่าวว่า ไม่มีช่องว่างกฎหมายใดๆ หลงเหลืออยู่
              ไม่มีข้อแก้ตัว หรือพฤติการณ์บรรเทาอย่างใดอันจะยกขึ้นมาอ้างได้ 6

                    6.   กฎหมายมนุษยธรรมและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงกัน ดังปรากฏ

              ในอารัมภบทของพิธีสาร II ซึ่งก�าหนดบังคับกรณีศึกสงครามที่ไม่ใช่ระดับระหว่างประเทศ (เช่น สงครามกลางเมือง
              ที่ก�าลังด�าเนินอยู่อย่างรุนแรง) และบัญญัติไว้ว่า “กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

              ให้ความคุ้มครองพื้นฐานแก่มนุษย์ทุกคน” 7













              6   N. Rodley การปฏิบัติต่อนักโทษภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ (Treatment of Prisoners under International Law)
                 พิมพ์ครั้งที่ 2 (Oxford, Clarendon Press, 1999) หน้า 58
              7
                 วรรคสองในอารัมภบทของพิธีสาร II (1977) ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมของอนุสัญญาเจนีวาปี 1949



              22  พิธีสารอิสตันบูล
   263   264   265   266   267   268   269   270   271   272   273