Page 130 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 130

ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563)  129



                  เพื่อพิสูจน์ความผิดนั้นก่อน อนึ่ง แม้ความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลจะเป็นมาตรการพิเศษที่ศาลจ�าต้อง
                  มีตามหลักสากล แต่ก็เป็นประเด็นที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีขอบเขตการบังคับที่แตกต่างกันไปใน
                  แต่ละประเทศ ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาในประเทศไทย พบว่ามีข้อโต้แย้งทางวิชาการ 2 ประเด็น ดังนี้

                         ประเด็นที่ 1 องค์ประกอบของความผิดและขอบเขตของการกระท�าความผิดที่เป็นการละเมิด
                  อ�านาจศาล
                         ปัจจุบันขอบเขตของการกระท�าความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลในประเทศไทยครอบคลุมไปถึง
                  กรณีการกระท�าที่มิได้เกิดในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลหรือเกิดขึ้นนอกศาล  ตลอดจนกรณีที่เป็นการ

                  คุ้มครองเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้พิพากษาในฐานะบุคคลซึ่งไม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีด้วย จึงควรมีการ
                  ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของประเทศไทยในเรื่องการละเมิดอ�านาจศาลให้จ�ากัดขอบเขตการกระท�าความผิด
                  ไว้เฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับการกระท�าที่มีผลกระทบต่อกระบวนการในขณะที่ศาลมีการพิจารณาคดีและอยู่ใน
                  บริเวณศาลเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร

                  (Civil Law) เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส
                         ประเด็นที่ 2 กระบวนการพิจารณาคดีและการลงโทษผู้กระท�าความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาล
                         ตามระบบกฎหมายไทยถือว่า การละเมิดอ�านาจศาลเป็นมาตรการพิเศษที่ให้อ�านาจไต่สวน
                  หาความจริงได้โดยไม่จ�าเป็นต้องยื่นฟ้องเหมือนคดีอาญาปกติทั่วไป  ศาลมีอ�านาจไต่สวนพยานหลักฐานได้เอง

                  มีอ�านาจค้นหาความจริงได้โดยไม่จ�าเป็นต้องให้โอกาสผู้กระท�าผิดแก้ข้อกล่าวหาหรือให้โอกาสตั้งทนายความ
                  มาถามค้าน ไม่จ�าเป็นต้องกระท�าต่อหน้าผู้กระท�าความผิดและไม่ต้องมีรูปแบบที่แน่นอน นอกจากนี้ การกระท�า
                  ความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลในบางกรณีซึ่งมีลักษณะเป็นการกระท�าความผิดทางอาญาด้วยนั้น
                  แม้ศาลจะลงโทษบุคคลนั้นในความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลแล้ว แต่ไม่ได้ตัดสิทธิที่ผู้เสียหายจะไปด�าเนินคดี

                  อาญากับบุคคลนั้นอีก รวมทั้งไม่ถือว่าเป็นการลงโทษสองครั้งในความผิดเดียวกัน ดังนั้น จึงสมควรพิจารณา
                  ทบทวนว่าการลงโทษในความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลจ�าเป็นต้องคุ้มครองสิทธิของผู้กระท�าความผิดโดย
                  ให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงหรือรับฟังพยานหลักฐาน เพื่อให้โอกาสผู้กระท�าความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาล
                  สามารถโต้แย้งต่อสู้คดีซึ่งเป็นไปตามหลักฟังความสองฝ่ายที่เป็นหลักพื้นฐานของวิธีพิจารณาความอาญา

                         อย่างไรก็ตาม ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นที่ 444/2528 ว่า ความผิดฐาน
                  ละเมิดอ�านาจศาลไม่ใช่ความผิดทางอาญา แต่เป็นเพียงการกระท�าละเมิดต่ออ�านาจและหน้าที่ของศาล
                  อันเป็นมาตรการตามวิธีสบัญญัติเท่านั้น การพิจารณาลงโทษฐานละเมิดอ�านาจศาลจึงมีความแตกต่างกันไป
                  และเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละนาย และให้อ�านาจผู้พิพากษาในการสั่งลงโทษผู้กระท�าความผิด

                  ฐานละเมิดอ�านาจศาลได้โดยไม่จ�าเป็นต้องมีการสอบสวนหรือฟ้องร้องเพื่อพิสูจน์ความผิดก่อน ดังนั้น จึงเป็น
                  มาตรการที่มีปัญหากระทบต่อหลักการคุ้มครองสิทธิของจ�าเลยในคดีอาญา จึงเกิดความเห็นทางวิชาการ
                  ว่า  แม้ความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จ�าเป็นต้องมีไว้เพื่อคุ้มครองกระบวนการ
                  พิจารณาคดีของศาล แต่ก็ควรมีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิของ

                  จ�าเลยในคดีอาญาและหลักสิทธิมนุษยชน ดังนี้
                         (1)  ควรน�าหลักกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย  (Due  process)  ซึ่งเป็นกระบวนการคุ้มครอง
                  สิทธิของจ�าเลยในคดีอาญามาใช้ในการพิจารณาการลงโทษฐานละเมิดอ�านาจศาล ทั้งนี้ ศาลจะถือว่าการ
                  ลงโทษฐานละเมิดอ�านาจศาลเป็นบทบัญญัติที่สามารถกระท�าลับหลังผู้กระท�าความผิดโดยไม่ต้องรับฟัง
   125   126   127   128   129   130   131   132   133   134   135