Page 109 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 109
108 วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ระหว่างการร่างใหม่ แต่ก็ยังโต้แย้งกันอยู่ว่าต้องผ่าตัดหรือไม่ แม้แต่ในไต้หวันที่เรายกย่องแนวคิดที่
ก้าวหน้าที่สุดในเอเชียที่เป็นประเทศที่เปิดให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ ก็ยังขาดกฎหมายนี้อยู่ และ
ก็ยังเข้าใจแบบไม่ถูกต้องว่าจะต้องผ่าตัด ซึ่งแนวสากล แนวของสหประชาชาติไม่ใช่เรื่องผ่าตัด เป็นเรื่อง
ของจิตใจ หรือจิตวิญญาณ
4) การยกเลิกการมองเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการแพทย์ (depathologization)
การท�าให้ประเด็นความหลากหลายทางเพศเป็นความผิดปกติส่งผลให้เรื่องดังกล่าวถูกท�าให้
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการแพทย์ (pathologized หรือ medicalized) แต่ถ้ามองเรื่อง
ความหลากหลายทางเพศเป็นสภาพธรรมดาของมนุษย์ ก็ไม่น่าจะมองว่าเป็นเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งอันนี้
เรายังต้องแก้ไขมาก และจริง ๆ แล้วผมจะเน้นเสมอว่า กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งหลาย และ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็อาจจะเป็นตัวกลางที่ดีน่าจะเริ่มพูดคุยกับแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์
และ WHO ตอนนี้ก็ท�าได้เท่านี้แต่ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ในทางการแพทย์ จริง ๆ แล้วเราอยากจะ
depathologization หรือ demedicalization ให้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องทางการแพทย์ และ
ในส่วนของการที่กลุ่มข้ามเพศ (transgender) กลุ่มไหนจะเข้าถึงฮอร์โมน หรือการผ่าตัดเสริมเต้านม
(breast implant) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนแปลง (adjust) อวัยวะภายใน อย่างไรก็ตาม ก็น่าจะเป็นเรื่อง
ธรรมดาที่จะเข้าถึงการบริการสุขภาพ (health service) ได้
5) ส่งเสริมให้มีการศึกษาและการปลูกฝังจิตส�านึกให้เอื้อเฟื้อต่อบุคคลที่มีความหลากหลาย
ทางเพศตั้งแต่เด็ก
ประเทศไทยก็ท�าได้ดีในระดับหนึ่ง คือ เรามีโครงการและการศึกษาเรื่องการกลั่นแกล้งกันใน
โรงเรียน (bullying) ซึ่งเราให้ความส�าคัญเป็นพิเศษ และกลุ่มที่มักจะถูกแกล้งมากที่สุดก็คือ กลุ่มข้ามเพศ
เพราะกลุ่มคนที่เป็น gay lesbian หรือ bisexual เรามองไม่ออก เราจะรู้เมื่อเขาแต่งกายซึ่ง
กลุ่มข้ามเพศจะแต่งกายที่มีลักษณะพิเศษและมักจะถูกกลั่นแกล้งเป็นพิเศษ ซึ่งเรามีโครงการส�ารวจใน
เรื่องนี้และพบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะใจกว้างมากขึ้น แต่ยังมีทัศนะแบบเหมารวม (stereotype)
เกิดมากขึ้น แต่ถ้าเราดูในโทรทัศน์ หรือรายการต่าง ๆ เขาก็พยายามท�าให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
6) Sociocultural inclusion การให้มีส่วนร่วมกันทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งภายหลัง
ได้มีการเพิ่มเรื่อง Economic inclusion เข้ามาด้วย สิ่งที่ผมอยากจะพูดก่อนก็คือ แนวคิดเรื่องทาง
วิญญาณและศาสนา เจตนาเดิมของผมคืออยากให้ศาสนาเอื้อทางด้านนี้ด้วยจึงตีความศาสนาไว้ในด้านนี้
ถึงใช้ Social and Cultural นั่นเอง โดยต่อมาก็มีทั้ง Social Cultural Economic และ Political
Inclusion ด้วย อันนี้หมายความว่า การมีส่วนร่วมเต็มที่ในทุกเวที ตอนนี้ในแนวที่ดีก็คือว่า ถ้ามองในแง่
economic ก็เริ่มมีหลายบริษัทที่พยายามมีแนวนโยบายไม่เลือกปฏิบัติ อย่างล่าสุดบริษัทก่อสร้าง
ขนาดใหญ่เริ่มเปิดโอกาสให้มี LGBTI เข้าไปในบริษัทเครือข่ายมากยิ่งขึ้น แต่พอมาดูเรื่อง social
cultural หรือ political ก็ดีขึ้นหน่อยคือเรามีกลุ่มข้ามเพศเข้าไปอยู่ในสภา และผลักดันให้มีกฎหมาย
ใหม่ ๆ รวมทั้งกฎหมายคู่ชีวิต แต่ประเด็นเกี่ยวกับคู่ชีวิตหรือแต่งงานนี้ไว้พูดสุดท้ายนะครับ เพราะว่า
เรื่องคู่ชีวิตไม่ได้ตกอยู่ในหกเกณฑ์นี้ที่เคยพูดในกฎหมายระหว่างประเทศเดิมโดยตรง แต่ในเรื่อง social
and cultural ยังมีประเด็น ก็คือศาสนาและจิตใจ ยังมีบางศาสนาและการตีความบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อ
กลุ่มที่มีวิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง

